
ลุ้น 'พีดีพี' ใหม่ มองอนาคตพลังงานแบบไหน
ดวงนภา ประเสริฐพงษ์ หลายปีที่ผ่านมาความมั่นคงด้านพลังงานของไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้มักถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในวงวิชาการด้านพลังงานอยู่เสมอๆ และยิ่งถี่ขึ้นเมื่อต้องเผชิญความเสี่ยงรอบด้านที่นับวันก็ยิ่งกระชั้นชิดเข้ามา ขณะที่ความชัดเจนกลับยังต้องรอข้อสรุปจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นที่น่าจับตาว่าเมื่อถึงเวลานั้นแล้วทิศทางของพลังงานประเทศไทยจะเดินอย่างไรต่อไป
ดวงนภา ประเสริฐพงษ์
หลายปีที่ผ่านมาความมั่นคงด้านพลังงานของไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้มักถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในวงวิชาการด้านพลังงานอยู่เสมอๆ และยิ่งถี่ขึ้นเมื่อต้องเผชิญความเสี่ยงรอบด้านที่นับวันก็ยิ่งกระชั้นชิดเข้ามา ขณะที่ความชัดเจนกลับยังต้องรอข้อสรุปจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นที่น่าจับตาว่าเมื่อถึงเวลานั้นแล้วทิศทางของพลังงานประเทศไทยจะเดินอย่างไรต่อไป
หากพิจารณาโครงการใหญ่ที่อยู่ระหว่างรอความชัดเจนนั้น ล้วนส่งผล กระทบต่อความมั่นคงพลังงานภาคใต้ตลอดจนประเทศไทยทั้งสิ้น ทั้งโครงการแหล่งสำรวจและผลิตปิโตรเลียมบงกชและเอราวัณที่จะทยอยหมดอายุสัมปทานในปี 2565-2566 โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้า ถ่านหิ น จ.กระบี่ และโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จ.สงขลา ซึ่งปัจจุบันยังมีเสียงคัดค้านจากภาคประชาชนทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่
ขณะที่เมื่อมองถึงผลศึกษาความต้องการใช้ไฟฟ้าของกระทรวงพลังงาน ระบุความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วงปี 2563-2564 มีโอกาสจะสูงกว่าความสามารถในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหลักของประเทศ ดังนั้นหากไม่สามารถดำเนินโครงการสำคัญได้จะเกิดความเสี่ยงต่อความมั่นคงด้านพลังงานในอนาคตตามที่มีการคาดการณ์ไว้หรือไม่
ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รมว.พลังงาน คนล่าสุดที่ต้องเข้ามารับไม้ต่อเพื่อขับเคลื่อนนโยบาย พลังงาน กล่าวไว้ว่า การสร้างความมั่นคงของพลังงานไทยต้องเดินไปตามแผน โดยกระทรวงพลังงานมีแผนที่ต้องปฏิบัติตามคือ แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (พีดีพี 2015) ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างมอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ทำการปรับปรุง โดยจะสรุปในระยะ 3-6 เดือนจากนี้
ดังนั้น รูปแบบของพลังงานในอนาคตที่เหมาะสมกับประเทศไทยจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับหน้าตาแผนพีดีพีที่ปรับปรุงใหม่ที่จะออกมาในปีหน้า
อย่างไรก็ตาม การทบทวนแผน พีดีพีรอบนี้ มีปัจจัยเสี่ยงที่เป็นข้อกังวลจากภาคประชาชนคือ การก่อสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่ และโรงไฟฟ้าเทพา จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชีวิตความเป็นอยู่ในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า
แม้ที่ผ่านมาจะเดินหน้าตาม กระบวนการ ทั้งเปิดรับฟังความคิดเห็น การจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ) แล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีมวลชนบางกลุ่มไม่เห็นด้วย สิ่งสำคัญก็คือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ให้มากขึ้นหลายเท่าตัว ซึ่งต้องยอมรับว่าความมั่นคงทางพลังงานเป็นเรื่องสำคัญที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว แต่ขณะเดียวกันก็ต้องทำให้เกิดการพัฒนาควบคู่ไปกับภาคสังคมและภาคการท่องเที่ยวด้วย
ปัจจุบันแผนการสร้างโรงไฟฟ้าทางภาคใต้ถูกเลื่อนและชะลอ ล่าช้าไปกว่าแผนพีดีพีเดิม 4-5 ปี แม้ว่าสถานการณ์การใช้ไฟฟ้าของภาคใต้ยังไม่ถึงจุดเสี่ยงมาก แต่ถ้ายังมีความไม่ชัดเจนของนโยบาย จะเดินหน้าโรงไฟฟ้าถ่านหินหรือปรับเปลี่ยนเชื้อเพลิงทางเลือกอื่น อนาคตภาคใต้จะขาดเสถียรภาพด้านพลังงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ดังนั้น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะที่เป็นหน่วยงานรับผิดชอบการสร้างโรงไฟฟ้าในภาคใต้ จะต้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่และทั่วไปทราบอย่างกว้างขวาง โดยชี้แจงว่าโรงไฟฟ้าเทพาถูกบรรจุอยู่ในแผนพีดีพี 2015 อยู่แล้ว และต้องสร้างความเข้าใจให้ชัดเจน ขณะที่โรงไฟฟ้ากระบี่ไม่ใช่โรงไฟฟ้าใหม่ แต่เป็นการสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อทดแทนโรงเก่าที่ดีกว่าเดิม
ขณะที่การเปิดให้สิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมใน 2 แหล่งที่ใกล้หมดอายุดังกล่าวนั้น จะต้องเดินหน้าสร้างความเข้าใจให้ประชาชนในประเด็น ที่ยังเป็นที่เคลือบแคลงก่อน จึงจะ เดินหน้าเปิดร่างขอบเขตการประมูล (ทีโออาร์) ต่อไปได้
การรับมือจากความเสี่ยงด้านพลังงานที่จะเกิดขึ้น กระทรวงพลังงานจำเป็นต้องทบทวนปรับเปลี่ยนแผน พีดีพี 2015 โดยประเมินทั้งตัวเลขการพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้า (โหลดฟอร์แคสต์) สัดส่วนพลังงานทดแทนที่จะเข้ามาในอนาคตจะรองรับได้ เพียงพอหรือไม่
สหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการพลังงานหมุนเวียนและพลังงานใหม่ กฟผ. กล่าวว่า ภาคใต้มีกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองต่ำกว่ามาตรฐานความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ส่งผลให้ต้องเพิ่มกำลังผลิตจากโรงไฟฟ้าหลัก เพื่อดูแลความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในภาพรวม ส่วนพลังงานหมุนเวียนมีส่วนช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล แต่ยังคงมีปัญหาเรื่องความไม่มั่นคง เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ มีข้อจำกัดไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ในช่วงกลางคืน พลังงานชีวมวลสามารถผลิตไฟฟ้าได้เฉพาะบางฤดูกาลเท่านั้น
สำหรับการปรับแผนพีดีพีนั้น ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า การศึกษาโหลดฟอร์แคสต์ใหม่เนื่องจากเทคโนโลยีด้านพลังงานเดินหน้าและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว มีพลังงานทดแทนเข้ามาในระบบจำนวนมาก แต่จะมีความพร้อมในการผลิตไฟฟ้าป้อนระบบอย่างเสถียรมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีในอนาคต
ทั้งนี้ สนพ.ยึดหลักการปรับแผน พีดีพีไว้ 6 ขั้นตอน คือ 1.จัดทำโหลด ฟอร์แคสต์ 2.มอบหมายให้ 3 การไฟฟ้า ได้แก่ กฟผ. การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ตรวจสอบเรื่องระบบส่ง และหาทางแก้ไขปัญหาการไหลย้อนกลับ 3.เพิ่มเครื่องมือในการพยากรณ์การใช้ไฟฟ้าในอนาคตให้ทันสมัย 4.การพัฒนาพลังงานทดแทนรายภูมิภาค ซึ่งจะต้องประสานงานกับกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) 5.นำข้อมูลไปประกอบกับแผนอนุรักษ์พลังงาน และ 6.เร่งสรุปแผนในการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการใช้
อย่างไรก็ตาม ในปี 2561 ต้องจับตาว่าอนาคตประเทศไทยจะพัฒนาด้านพลังงานต่อไปอย่างไร แต่สิ่งสำคัญที่รัฐต้องทำคือการสร้างสมดุลให้เกิดกับทั้งระบบเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และความปลอดภัยของประชาชน n







