
แม่โขงในมือจีน
นันทิยา วรเพชรายุทธจบลงไปแล้วสำหรับการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศจาก 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ในเวทีการประชุมสุดยอด ล้านช้าง-แม่โขง (แอลเอ็มซี) ครั้งที่ 3ที่เมืองต้าหลี่ มณฑลยูนนาน ของจีน เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
นันทิยา วรเพชรายุทธ
จบลงไปแล้วสำหรับการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศจาก 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ในเวทีการประชุมสุดยอด ล้านช้าง-แม่โขง (แอลเอ็มซี) ครั้งที่ 3ที่เมืองต้าหลี่ มณฑลยูนนาน ของจีน เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
รายงานหลายสำนักระบุตรงกันว่า จีนและอาเซียนในกลุ่มซีแอลเอ็มวีที มีการบรรลุความร่วมมือกันเป็นอย่างดี โดยเห็นชอบแผนปฏิบัติการ 5 ปี ดึงกลไกเวทีแอลเอ็มซีนี้มาหนุนยุทธศาสตร์การพัฒนาร่วมกัน และลดความเหลื่อมล้ำระหว่างประเทศ โดยสารที่จีนตอกย้ำก็คือ นี่ไม่ใช่ เวทีทอล์กช็อปเหมือนหลายต่อหลาย วงประชุมที่มานั่งพูดกันอย่างเดียว แต่เป็นเวทีที่ขับเคลื่อนไปข้างหน้า อย่างเป็น "รูปธรรม"
ต้องนับว่าเป็นความสำเร็จของจีนอย่างน่าจับตาในเวลาอันรวดเร็วหลัง ก่อตั้งได้เพียงแค่ 2 ปีเท่านั้น
เพราะนอกจากจะตั้งเวทีแม่โขงใหม่มาเป็นของตัวเอง จากเดิมที่ถูกผูกขาดในมือญี่ปุ่นและสหรัฐมานานผ่านกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง 6 ประเทศ (GMS) การประชุมยุทธศาสตร์ความ ร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS) และองค์การแม่น้ำนานาชาติ (MRC) แล้ว ประเทศต้นน้ำอย่างจีนที่เคยยืนกระต่ายขาเดียวอยู่วงนอกมาตลอดในความพยายามแก้ปัญหาเกี่ยวกับแม่น้ำโขงร่วมกันหลายครั้งก่อนหน้านี้ กลับสามารถสยบปัญหาต่างๆ ได้อย่างราบรื่นในเวทีเดียว
หนึ่งในความสำเร็จที่ชัดเจนที่สุดก็คือ การที่ประเทศปลายน้ำอย่างไทย ที่จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขงมากที่สุดทั้งจากการสร้างเขื่อนและการปรับปรุงเพื่อการเดินเรือในเชิงพาณิชย์ ได้ร่วมเห็นชอบแผนพัฒนาการเดินเรือระหว่างประเทศในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง พ.ศ. 2558-2568 ไปเมื่อปลายปีที่แล้ว
นอกจากเรื่องการแก้ปัญหาในแม่น้ำโขงที่จีนเรียกว่าเป็นล้านช้างนั้น จีนยังสามารถผนวกยุทธศาสตร์ชี้ชะตาอนาคตใหม่ของจีนอย่างโครงการ 1 แถบ 10 เส้นทาง (OBOR) เข้าร่วมได้อย่างกลมกลืน โดยที่ประชุมแอลเอ็มซีต่างก็เห็นชอบการประสานเข้ากับโครงการพัฒนาภายใต้ OBOR
ทุกวันนี้หากจะถามว่าจีนมีโครงการเส้นทางสายไหมยุคใหม่ กี่โครงการ คงไม่สามารถนับนิ้วระบุชัดเจนได้ เพราะนอกจากกองทุนใหญ่สุดที่จีนอัดเงินไปเป็นแสนล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว ยุทธศาสตร์ทางสายไหม ทั้งทางบกและทางทะเลก็ยังถูก ผสานกับโครงการความร่วมมือต่างๆ เต็มไปหมด
ล่าสุด จีนยังประกาศจะตั้งกองทุนใหม่ในวงเงิน 5 หมื่นล้านหยวน ผ่านทางธนาคารเพื่อการพัฒนาของจีน (ซีดีบี) และกลไกอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อลงทุนเกี่ยวกับโครงการ OBOR ในเขตปกครองตนเองกว่างสีจ้วงร่วมกับชาติสมาชิกอาเซียนด้วย
การขับเคลื่อนที่เป็นรูปธรรมชัดเจน และลดช่องว่างของแต่ละประเทศแบบเป็นมาตรวัดทางตัวเงิน ที่ชัดเจนเช่นนี้ จึงไม่น่าแปลกอะไร ที่จีนจะเสียงดังฟังชัดที่สุดในยุคนี้ และรัฐบาลก็คงต้องใช้ความพยายามเงี่ยหูฟังเสียงของประชาชนให้มากขึ้น ไปด้วยเช่นกัน n







