
นโยบายที่แตกต่าง
ประกิต สิริวัฒนเกตุ & ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 2560 เฟดมีมติปรับดอกเบี้ยขึ้นอีก 0.25% เป็นไปตามที่ตลาดคาดหมาย ทั้งนี้รายละเอียดการประชุมมีสาระสำคัญดังนี้
ประกิต สิริวัฒนเกตุ & ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์
ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 2560 เฟดมีมติปรับดอกเบี้ยขึ้นอีก 0.25% เป็นไปตามที่ตลาดคาดหมาย ทั้งนี้รายละเอียดการประชุมมีสาระสำคัญดังนี้
1.คณะกรรมการมีมติ 7 : 2 เสียงให้ปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้นอีก 0.25% เป็น 1.25-1.50% เป็นที่น่าสังเกตว่ามีกรรมการที่ออกเสียงค้านการขึ้นดอกเบี้ยถึง 2 คน (ชาล์ส แอล.อีแวนส์ และนีล กาสชาการี ซึ่งเป็นจำนวนที่มากที่สุดตั้งแต่เดือน พ.ย. 2559 2.เฟดมีมุมมองต่อเศรษฐกิจไม่ได้แตกต่างจากการประชุมครั้งก่อนหน้า ตลาดแรงงานยังแข็งแกร่ง การขยายตัวทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างมั่นคง การคาดการณ์เงินเฟ้อระยะยาวยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยคงไว้ที่ 1.9% ในปี 2561 และที่ระดับ 2.0% สำหรับปี 2562 และ 2563 3.ปรับตัวเลขคาดการณ์อัตราเติบโตเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้ขึ้นเป็น 2.5% (จากเดิม 2.4%) ปี 2561 ปี 2562 และ 2563 อยู่ที่ระดับ 2.5% 2.1% และ 2.0% ตามลำดับ ขณะที่ปรับลดอัตราการว่างงานปีนี้ลงสู่ระดับ 4.1% (จากเดิม 4.3%) ปี 2561 ปี 2562 และ 2563 3.9% 3.9% และ 4.0% ตามลำดับ 4.การคาดการณ์ดอกเบี้ยของคณะกรรมการและประธานเฟด แต่ละสาขาในรูป Dot Plot ยังคงค่ากลางสำหรับปี 2561 ไว้ที่ 2.125% ปี 2562 2.688% และ ปี 2563 ไว้ที่ 3.062% บ่งบอกว่าเฟดมีเป้าหมายการขึ้นดอกเบี้ยในปีหน้า 3 ครั้ง ก่อนจะเหลือ 2 ครั้ง และอีก 1 ครั้ง ใน 2 ปีถัดไป ถัดมาวันที่ 14 ธ.ค. 2560 การประชุมธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0% พร้อมกับคงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ฝากไว้กับอีซีบีที่ระดับ -0.4% และคงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ระดับ 0.25% โดยอีซีบียังคงวงเงินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ไว้ที่ระดับ 6 หมื่นล้านยูโร/เดือน จนถึงสิ้นปี 2560 และลดลงสู่ระดับ 3 หมื่นล้านยูโร/เดือน ตั้งแต่เดือน ม.ค. 2561 ไปถึงสิ้นเดือน ก.ย. 2561 ทั้งนี้ อีซีบีได้ระบุว่าพร้อมที่จะขยายระยะเวลาการทำคิวอีออกไปจากเดือน ก.ย. 2561 และอาจมีการขยายวงเงินคิวอี หากเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่ย่ำแย่ลง การเปิดช่องใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายต่อไปของอีซีบีถือว่าเป็นการดำเนินนโยบายที่สวนทางกับเฟดอย่างชัดเจน ความแตกต่างของนโยบายดังกล่าวจะทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าจากนี้ยากมาก ซึ่งจะเห็นได้ว่าหลังการประชุมอีซีบีสกุลยูโรถูกฉุดให้อ่อนค่าลงทันที 0.43% สู่ 1.177 ดอลลาร์/ยูโร ปัจจุบันส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยระยะยาวของประเทศในยูโรโซนเช่น เยอรมนีกับอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรสหรัฐปัจจุบันอยู่ในระดับติดลบเกิน 2% ถือว่าต่ำที่สุดในรอบ 7 เดือน ซึ่ง KS Research คาดว่าจะส่งผลให้ปริมาณการ Short US Dollar ลดน้อยลง ทำให้การอ่อนค่าของ US Dollar มีจำกัด ประเมินว่า ค่าเงินดอลลาร์จะฟื้นตัวขึ้นอีกครั้งในช่วงที่กฎหมายปฏิรูปภาษีมีผลบังคับใช้ (ตลาดคาดหมายว่าโดนัลด์ ทรัมป์ จะสามารถลงนามประกาศใช้ได้ก่อนคริสต์มาส)
ผมมองสัญญาณเศรษฐกิจสหรัฐมีโอกาสที่จะขยายตัวในอัตราเร่งจากผลของมาตรการภาษีของทรัมป์ ทั้งอัตราค่าจ้าง เงินเฟ้อ ซึ่งอาจทำให้การดำเนินนโยบายของเฟด ในปีหน้ามีการขึ้นดอกเบี้ยมากกว่าที่ตลาดคาดไว้ เป็นปัจจัยช็อกตลาดที่กำลังชินอยู่กับการปรับนโยบายแบบค่อยเป็นค่อยไป สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกจะตอบรับเชิงลบรุนแรง โดยคาดว่าตลาดจะเริ่มรับรู้ปัจจัยลบนี้ในช่วงไตรมาส 2 ของปีหน้า จึงเป็นเรื่องสำคัญที่นับจากนี้นักลงทุนควรต้องเฝ้าติดตามทิศทางเงินเฟ้อทั้งของสหรัฐ ไทย และโลก







