posttoday
สัญญาณเตือนตลาดหุ้น

สัญญาณเตือนตลาดหุ้น

13 ธันวาคม 2560

สมชัย อมรธรรม & ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิจัย บลจ.กรุงไทยตลาดหุ้น "แพง"! มักจะเป็นคำพูดที่ได้ยินบ่อย ซึ่งเราเองก็เห็นด้วยว่าตลาดไม่ได้ "ถูก" แต่อย่างใด ไม่ว่าจะตลาดหุ้นไทยหรือตลาดหุ้นต่างประเทศ แต่ครั้นจะบอกว่า "ตลาดหุ้นไม่น่าสนใจ" ตรงนี้เราอาจจะยังไม่เห็นด้วยนัก เรายังมีมุมมองที่ดีต่อสินทรัพย์เสี่ยงตลอดปีนี้ และต่อเนื่องไปถึงปีหน้าด้วย หลักๆ เกิดจากมุมมองว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวและดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น (อย่างช้าๆ)

สมชัย อมรธรรม & ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิจัย บลจ.กรุงไทย

ตลาดหุ้น "แพง"! มักจะเป็นคำพูดที่ได้ยินบ่อย ซึ่งเราเองก็เห็นด้วยว่าตลาดไม่ได้ "ถูก" แต่อย่างใด ไม่ว่าจะตลาดหุ้นไทยหรือตลาดหุ้นต่างประเทศ แต่ครั้นจะบอกว่า "ตลาดหุ้นไม่น่าสนใจ" ตรงนี้เราอาจจะยังไม่เห็นด้วยนัก เรายังมีมุมมองที่ดีต่อสินทรัพย์เสี่ยงตลอดปีนี้ และต่อเนื่องไปถึงปีหน้าด้วย หลักๆ เกิดจากมุมมองว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวและดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น (อย่างช้าๆ)

ทั้งนี้ อาจจะเป็นกังวลต่อตลาดหุ้นมากขึ้น หากมองว่าตลาดหุ้นจะปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าตลาดหุ้นจะปรับตัวรุนแรงหรือไม่ ตัวชี้วัดไหนที่จะพอส่งสัญญาณล่วงหน้าได้? บทวิเคราะห์ของมอร์แกน สแตนเลย์ ได้ศึกษาว่าจะมีดัชนีใดหรือตลาดใดที่พอจะบ่งชี้ได้ว่า หากดัชนีเหล่านี้เริ่มผ่านจุดสูงสุด (หรือจุดต่ำสุดในบางกรณี) แล้วผลตอบแทนจากตลาดหุ้นจะย่ำแย่ในอนาคต เกิดการปรับฐานในช่วง 3-6 เดือนข้างหน้า (ในการศึกษาจะพูดถึง S&P500 เป็นหลัก แต่ผู้เขียนเห็นว่าน่าจะประยุกต์ใช้กับกรณีของไทยได้) ซึ่งเราพอจะสรุปได้ 4 ด้าน ดังต่อไปนี้

ด้านที่หนึ่ง คือ ด้านเศรษฐกิจ โดยจะมีตัวชี้วัดที่ดีคือ ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจต่างๆ หรืออาจรวมถึงดัชนี PMI ได้ด้วย ซึ่งดัชนีเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นด้วยวัตถุประสงค์เพื่อนำมาเป็นเครื่องมือวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจในระยะสั้นๆ และบ่งชี้ถึงจุดสูงสุดหรือจุดต่ำสุดของวงจรเศรษฐกิจ หากดัชนีเหล่านี้ผ่านพ้นจุดสูงสุด ก็มีความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจจะเข้าใกล้จุดสูงสุดของวัฏจักรในเวลาอันใกล้ และตลาดหุ้นจะเริ่มปรับตัวลดลง ทั้งนี้ หากพิจารณาดัชนีเหล่านี้ในปัจจุบัน อย่างเช่น ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจในกลุ่มองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) ล่าสุดอยู่ที่ 100.13 จุด สำหรับเดือน ต.ค. เพิ่มขึ้นจาก 100.11 จุด ในเดือนก่อนหน้านั้น และ 99.85 จุด จากสิ้นปีก่อน จะเห็นว่าดัชนีนี้ยังมีทิศทางขาขึ้นอยู่ ส่วนดัชนี PMI ในสหรัฐ (หรือที่เรียกว่า ISM)ล่าสุดอยู่ที่ 58.2 จุด ในเดือน พ.ย. ส่วน PMI ของยุโรปอยู่ในระดับสูงถึง 60.1 จุด แม้ว่าในอนาคตดัชนี PMI เหล่านี้อาจชะลอลงจากระดับที่สูงเช่นนี้ได้เล็กน้อย แต่ที่ผ่านมาก็ถือว่าอยู่สูงกว่าระดับ 50 จุด ที่เป็นเสมือนเส้นแบ่งว่าเศรษฐกิจขยายตัว-หดตัวอยู่มาก จึงยังไม่น่าจะเข้าสู่โซน "หดตัว" หรือต่ำกว่า 50 จุด ในเร็วๆ นี้ ส่วนดัชนีชี้นำเศรษฐกิจของไทยล่าสุดอยู่ที่ 159.6 จุด ในเดือน ต.ค. ชะลอลงเล็กน้อยจาก 160.1 จุด ในเดือนก่อน แต่ก็ยังสูงกว่า 156.47 จุด ณ สิ้นปีก่อนอยู่มาก ก็น่าจะทำให้พอวางใจได้ว่าเศรษฐกิจยังไม่ได้ฟุบลง จนทำให้เกิดแรงเทขายในตลาดหุ้นแต่อย่างใด

ด้านที่สอง คือ การเคลื่อนไหวในในตลาดหุ้นเอง ก่อนที่ตลาดหุ้นจะปรับตัวลง นักลงทุนอาจเริ่มมีความกังวลต่อสถานการณ์มากขึ้น และเริ่ม "หนี" ออกจากหุ้นที่มีความผันผวนมาก อย่างเช่น หุ้นขนาดเล็ก เข้าสู่หุ้นขนาดใหญ่ที่มีความมั่นคงและมีความผันผวนน้อยกว่า แต่สำหรับกรณีตลาดสหรัฐ ในปีนี้ หุ้นเล็กไม่ได้ให้ผลตอบแทนแย่กว่าหุ้นใหญ่แต่อย่างใด

ดัชนี Russell 300 ซึ่งสะท้อนภาวะตลาดหุ้นสหรัฐโดยรวม ให้ผลตอบแทน 18.3% (ข้อมูล ณ วันที่ 13 ธ.ค. 2560) ในปีนี้ นับว่าใกล้เคียงกับดัชนี S&P500 ซึ่งให้ผลตอบแทน 18.9%

ด้านที่สาม คือ การบ่งชี้จากตลาดตราสารหนี้ เมื่อนักลงทุนเริ่มมีความกังวลก็อาจจะ "หนี" จากสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดตราสารหนี้ เช่น หุ้นกู้ภาคเอกชน เข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างพันธบัตรรัฐบาล โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลที่นักลงทุนเชื่อว่าปลอดภัยสูงอย่างพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนี ทำให้ส่วนต่างของผลตอบแทนระหว่างหุ้นกู้และพันธบัตรรัฐบาล (Credit Spread) น่าจะปรับเพิ่มขึ้น หรือผลตอบแทนของพันธบัตรน่าจะปรับตัวลดลง แต่สิ่งที่เกิดความเป็นจริงกลับกลายเป็นในทางตรงกันข้าม กล่าวคือ ส่วนต่างดอกเบี้ยของหุ้นกู้เรตติ้ง "BBB" ของสหรัฐ (BofA Merrill Lynch US Corporate BBB Option-Adjusted Spread) ปัจจุบันเหลือเพียง 1.31% (ข้อมูล ณ วันที่ 12 ธ.ค. 2560) แคบจากระดับ 1.66% ณ สิ้นปีก่อน หรือผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีอายุ 10 ปี ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 0.32% (ข้อมูล ณ วันที่ 13 ธ.ค. 2560) จากระดับ 0.21% ณ สิ้นปีก่อน เหล่านี้ไม่ได้สะท้อนภาพความกังวลในตลาดตราสารหนี้แต่อย่างใด

ด้านที่สี่ คือ การเคลื่อนไหวของราคาสินค้าโภคภัณฑ์และค่าเงินที่เกี่ยวข้อง โดยหากผู้ประกอบการเริ่มมองเศรษฐกิจจะชะลอตัวลง การอาจมีการสั่งซื้อสินค้าโภคภัณฑ์ที่เป็นวัตถุดิบในการผลิตน้อยลง ทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์มีการปรับตัวลดลง โดยอาจจะมองไปที่ทองแดงได้เป็นหลัก และค่าเงินของสกุลที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์อ่อนค่าลงด้วย

แต่ในปีนี้ ราคาทองแดงมีทิศทางปรับเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สัญญาราคาทองแดงล่วงหน้า 3 เดือนปรับเพิ่มขึ้นถึง 20.5% ในปีนี้ (ข้อมูล ณ วันที่ 11 ธ.ค. 2560) และราคาอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงค่าเฉลี่ย 10 ปีเท่านั้น ขณะที่ค่าเงินที่เกี่ยวข้องอย่างโปโซของชิลี ซึ่งเป็นผู้ผลิตทองแดงรายใหญ่ที่สุดของโลก แข็งค่าขึ้น 3.5% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ส่วนค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้นถึง 5.8% เทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ในปีนี้ (ข้อมูล ณ วันที่ 13 ธ.ค. 2560) ดังนั้น ราคาสินค้าโภคภัณฑ์และค่าเงินที่เกี่ยวข้องก็ยังไม่ได้สะท้อนว่าตลาดหุ้นจะปรับตัวลดลงแรงแต่อย่างใด

สำหรับกรณีของไทยนั้น สัญญาณอาจดูน่ากังวลบ้าง เช่น หุ้นขนาดเล็กให้ผลตอบแทนแย่กว่าหุ้นขนาดใหญ่ ดัชนีรวมอย่างดัชนีหุ้นไทย (SET Index) เพิ่มขึ้น 10.6% น้อยกว่าดัชนี SET50 ที่เพิ่มขึ้น 14.4% อย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยก็ปรับตัวลดลงด้วย

แต่มองว่าทั้งสองประเด็นนั้นเกิดจากปัจจัยเฉพาะทางเสียมากกว่า อุตสาหกรรมที่ให้ผลตอบแทนดีในปีนี้มีหุ้นขนาดใหญ่อยู่มาก ทั้งปิโตรเคมีและขนส่ง และสภาพคล่องที่สูงในระบบเศรษฐกิจไทยจากการปล่อยสินเชื่อน้อยและการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูง ผลักดันให้ดอกเบี้ยต่ำลง

แต่ในด้านเศรษฐกิจนั้น ยังคงเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นจากการฟื้นตัวของการบริโภค เม็ดเงินลงทุนภาครัฐ และมาตรการกระตุ้นต่างๆ ที่ผ่านมาเราก็เห็นการปรับประมาณเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้เรามีมุมมองว่า แม้ว่าราคาตลาดหุ้นจะค่อนข้าง "แพง" และอาจเกิดการผันผวนขึ้นได้บ้าง แต่โดยรวมแล้วเรายังมีมุมมองที่ดีต่อตลาดหุ้นอยู่ ยังไม่พบสัญญาณว่าตลาดจะร่วงลงรุนแรง จึงยังไม่ใช่เวลาที่นักลงทุนต้อง "หนี" ออกจากตลาดแต่อย่างใด

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน