
มูลค่าทางเศรษฐกิจของกระบวนการยุติธรรม
ผศ.ดร.สันติ ชัยศรีสวัสดิ์สุขคณะพัฒนาการเศรษฐกิจสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)www.econ.nida.ac.th; [email protected]ในระบบเศรษฐกิจที่ต้องอาศัยกลไกการทำงานของตลาดสนับสนุนให้เกิดการแข่งขัน การรับประกันให้การแข่งขันนั้นเป็นการแข่งขันที่เป็นธรรม ป้องกันการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม เป็นเงื่อนไขที่มีความสำคัญอย่างมากในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างเต็มประสิทธิภาพ และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด สามารถสร้างสวัสดิการสังคม (Welfare) ให้สูงขึ้นได้ ประชาชนโดยส่วนใหญ่ของประเทศมีมาตรฐานการครองชีพที่ดีขึ้น บทบาทของเศรษฐศาสตร์ต่อระบบเศรษฐกิจจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงประเด็นเรื่องการสร้างรายได้ (หรือการเติบโตทางเศรษฐกิจ : Growth) การรักษาระดับราคาหรืออัตราเงินเฟ้อ การกระจายรายได้ หรือประเด็นอื่นๆ ในลักษณะเดียวกันเพียงเท่านั้น
ผศ.ดร.สันติ ชัยศรีสวัสดิ์สุขคณะพัฒนาการเศรษฐกิจสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)www.econ.nida.ac.th; [email protected]
ในระบบเศรษฐกิจที่ต้องอาศัยกลไกการทำงานของตลาดสนับสนุนให้เกิดการแข่งขัน การรับประกันให้การแข่งขันนั้นเป็นการแข่งขันที่เป็นธรรม ป้องกันการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม เป็นเงื่อนไขที่มีความสำคัญอย่างมากในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างเต็มประสิทธิภาพ และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด สามารถสร้างสวัสดิการสังคม (Welfare) ให้สูงขึ้นได้ ประชาชนโดยส่วนใหญ่ของประเทศมีมาตรฐานการครองชีพที่ดีขึ้น บทบาทของเศรษฐศาสตร์ต่อระบบเศรษฐกิจจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงประเด็นเรื่องการสร้างรายได้ (หรือการเติบโตทางเศรษฐกิจ : Growth) การรักษาระดับราคาหรืออัตราเงินเฟ้อ การกระจายรายได้ หรือประเด็นอื่นๆ ในลักษณะเดียวกันเพียงเท่านั้น
แง่มุมทางด้านกฎหมาย กฎระเบียบ รวมทั้งกระบวนการยุติธรรม (Justice System) เป็นอีกส่วนหนึ่งที่เศรษฐศาสตร์จำเป็นต้องเข้าไปมีบทบาทเพื่อเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไป และสนับสนุนการทำงานของระบบยุติธรรมให้ครอบคลุมและปรับเปลี่ยนทันกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและสังคม ประเทศที่พัฒนาแล้ว มีระดับรายได้ต่อหัวของประชากรสูง มีการสร้างนวัตกรรมและองค์ความรู้ใหม่อยู่เสมอ ทำให้ประชากรโดยส่วนใหญ่มีมาตรฐานการครองชีพที่ดี มักจะเป็นประเทศที่มีระบบการยุติธรรมที่ดี มีความเป็นธรรม ประชาชนสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเป็นหลักประกันพื้นฐานที่สำคัญอย่างหนึ่งของสังคม จะเห็นได้ว่าบทบาทหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรมนั้นสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างมากมายมหาศาลทั้งในทางตรงและทางอ้อม
มูลค่าทางเศรษฐกิจในทางตรง เป็นมูลค่าที่เกิดขึ้นจากการสร้าง หรือกำกับให้เกิดความเป็นธรรมของการแข่งขันในระบบเศรษฐกิจ ป้องกันไม่ให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบโดยการใช้ช่องว่างที่เกิดขึ้นจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ในทางเศรษฐศาสตร์ก็จะเห็นได้จากกรณีความล้มเหลวของตลาด (Market Failure) ทำให้เกิดการผูกขาด ผู้มีอำนาจผูกขาดสามารถใช้อำนาจเหนือตลาดในการแสวงหาผลประโยชน์ได้เป็นจำนวนมาก จนในหลายครั้งมีความพยายามในการทุจริตคอร์รัปชั่นเพื่อให้ได้ความได้เปรียบในการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมนี้เสมอมา (ประเทศกำลังพัฒนาก็จะมีกรณีในลักษณะนี้เกิดขึ้นได้มากกว่าประเทศพัฒนาแล้ว) รวมทั้งการดำเนินนโยบายหรือมาตรการของภาครัฐที่มีลักษณะเป็น "ประชานิยม" บ้าง เป็นนโยบายที่เอื้อผลประโยชน์ต่อพวกพ้องบ้าง หรือเป็นนโยบายที่เลือกให้ผลประโยชน์กับกลุ่มคนบางกลุ่มเป็นการเฉพาะโดยปราศจากเหตุผลที่หนักแน่นเพียงพอ
มูลค่าทางเศรษฐกิจของกระบวนการยุติธรรม (Economic Value of the Justice System) ในทางอ้อมมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าในทางตรง ครอบคลุมมูลค่าในรูปแบบของการบริโภค และการลงทุนที่เกิดขึ้นจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาคธุรกิจต่อกระบวนการยุติธรรม การมีระบบการยุติธรรมที่ดีสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจเอกชน สนับสนุนให้เกิดการขยายตัวของการบริโภคและการลงทุน อีกทั้งยังเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญต่อการดึงดูดการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศด้วย นอกจากนี้ ประเทศที่มีระบบกระบวนการยุติธรรมที่ดีมักจะมีโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่มีการกระจายรายได้ที่เป็นธรรมมากกว่า เพราะจะเป็นการเสริมสร้างให้ทุกคนในระบบเศรษฐกิจสามารถเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจได้อย่างเท่าเทียมกัน ลดกิจกรรมที่เป็นการแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ (Economic Rent) และการแสวงหากำไรเกินควร (Abnormal Profit) มูลค่าทางเศรษฐกิจของการ กระจายรายได้ที่เป็นธรรมมากขึ้น อย่างน้อยที่สุดสามารถประเมินได้จากวงเงินอุดหนุนที่รัฐต้องใช้จ่ายไปเพื่อสนับสนุนช่วยเหลือกลุ่มคนที่ด้อยโอกาสทางสังคม เช่น กลุ่มผู้มีรายได้น้อย การช่วยเหลือเกษตรกรกลุ่มต่างๆ ใน รูปแบบต่างๆ ฯลฯ
การปรับปรุงและยกระดับกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งการปรับแก้ไขกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญมากต่อการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนจากต่างประเทศ และด้วยรูปแบบและพลวัตการเปลี่ยนแปลงของกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี ก็ยิ่งทำให้มูลค่าทางเศรษฐกิจของกระบวนการยุติธรรมมีมากขึ้นตามไปด้วย
ที่ผ่านมาในอดีต มีหลายกรณี ในหลายประเทศที่กระบวนการยุติธรรมไม่สามารถสร้างการยอมรับจากประชาชนในวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการให้ความเป็นธรรม การเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ภาระในการชี้แจงพิสูจน์ความจริง (Burden of proof) รวมทั้งการทำความเข้าใจกฎหมาย ข้อระเบียบต่างๆ จนทำให้ประชาชนต่างกลุ่มเข้าถึงความเป็นธรรมและกระบวนการยุติธรรม เกิดความเข้าใจที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อน ประชาชนบางกลุ่มขาดความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะกลุ่มคนผู้มีรายได้น้อยที่โดยพื้นฐานมีความสามารถในการรองรับข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากการมีข้อพิพาทขัดแย้งได้น้อยกว่าอยู่แล้ว มีความรู้สึกว่าถูกซ้ำเติมจากกระบวนการยุติธรรมมากกว่าได้รับการช่วยเหลือจากกระบวนการยุติธรรม ความเสียหายที่เกิดขึ้นในรูปของมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สูญเสียไปคิดเป็นจำนวนมาก ซึ่งในหลายกรณีสามารถป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นได้ แต่ก็ถูกปล่อยปละละเลย เพราะภาระงานในกระบวนการยุติธรรมที่เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณตามระดับการเติบโตและการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
มองไปในอนาคต ในขณะที่โลกกำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่าง ก้าวกระโดดตามทิศทางและความเร็วของการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยี สังคมก็มีความจำเป็นต้องมีการปรับตัวตามกระแสการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น การดำรงชีวิต รวมทั้งการตัดสินใจ ทางเศรษฐกิจที่มีเงื่อนไขและความ ซับซ้อนมากขึ้น กระบวนการยุติธรรมจะเป็นส่วนสำคัญในการประคับประคอง สนับสนุน รวมทั้งกำกับดูแลให้สังคมโดยรวมสามารถก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและมีความยั่งยืน ดังนั้น ในแง่มุมทางเศรษฐกิจ ความเสียหาย (หรือมูลค่า) ที่อาจจะเกิดขึ้นจากช่องโหว่หรือความผิดพลาด (ทั้งโดยเจตนาหรือไม่เจตนา) ล้วนแต่ก่อให้เกิดความเสียหายที่รุนแรง และในหลายกรณีมีผลกระทบต่อผู้คนใน วงกว้างด้วย
บทบาทของเศรษฐศาสตร์ต่อกระบวนการยุติธรรมนั้น ไม่ได้จำกัดขอบเขตอยู่เพียงแค่เรื่องการกำหนดตัวบทกฎหมาย แต่ครอบคลุมไปถึงกระบวนการในการระงับข้อพิพาท และยังสามารถวิเคราะห์เหตุจูงใจของคู่กรณีเมื่อมีความขัดแย้งเกิดขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการพัฒนาระบบยุติธรรมของประเทศให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของสังคม การยึดถือตัวบทกฎหมายเป็นหลักแต่เพียงอย่างเดียว (ซึ่งโดยตัวบทเองในบางครั้งก็จะมีปัญหาในเรื่องการตีความและเจตนาของการใช้อยู่แล้ว) อาจจะไม่เพียงพอเมื่อกรณีข้อพิพาทต่างๆ มีความซับซ้อนมากขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงของสังคม
กรณีตัวอย่างที่น่าสนใจหลายกรณีในประเทศไทย เช่น การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการให้สัมปทานคลื่นความถี่มาใช้เป็นวิธีการประมูล ทำให้รัฐได้รายได้เพิ่มขึ้นอีกมาก หรือในกรณีที่ศาลมี คำสั่งให้ชะลอหรือยกเลิกการประมูลคลื่นความถี่โดยไม่ได้มีเหตุผลของการยกเลิกเป็นเรื่องความไม่โปร่งใส หรือมีการทุจริตคอร์รัปชั่นในการประมูล แต่กลับใช้เหตุผลในเรื่องความไม่พร้อม ความไม่เหมาะสม หรือความไม่จำเป็นของการมีบริการนั้นในประเทศ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ยากต่อการยอมรับโดยคนหลายกลุ่มในประเทศ ผลของการระงับหรือชะลอนั้นก็อาจก่อให้เกิดความ เสียหายทางเศรษฐกิจเป็นจำนวนมาก (ผู้เขียนยังไม่เห็นงานศึกษาวิเคราะห์ในประเด็นต่างๆ เหล่านี้)
คงจะดีไม่น้อยถ้าระบบหรือกระบวนการยุติธรรมของไทยจะใจกว้างพอที่จะเปิดให้มีการวิเคราะห์ประเด็นที่มีผลกระทบต่อมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับกระบวนการยุติธรรม เปิดเผยต่อสาธารณะ ก็จะเป็นการสร้างองค์ความรู้ให้กับสังคม ประชาชนทั่วไปมีข้อมูลที่ครบถ้วนมากขึ้นประกอบการตัดสินใจ หรืออย่างน้อยที่สุดก็สามารถใช้เป็นบทเรียนเพื่อการตัดสินใจในอนาคต นอกจากนี้ ยังจะเป็นรูปแบบการสร้างความโปร่งใส และการสร้างความเข้าใจของกระบวนการยุติธรรมต่อประชาชนทั่วไปได้อีกช่องทางหนึ่งด้วย n







