
เฟซบุ๊กทำลายสังคม?
นันทิยา วรเพชรายุทธเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา "เฟซบุ๊ก" เพิ่งสร้างเซอร์ไพรส์อย่างหนึ่ง ซึ่งงานนี้ไม่ใช่การเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ๆ หรือจับมือทำดีลธุรกิจขนาดใหญ่ แต่เป็นการออกมายอมรับว่าการเล่นเฟซบุ๊กมากเกินไปอาจเป็นภัยต่อสุขภาพของตัวคุณเอง
นันทิยา วรเพชรายุทธ
เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา "เฟซบุ๊ก" เพิ่งสร้างเซอร์ไพรส์อย่างหนึ่ง ซึ่งงานนี้ไม่ใช่การเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ๆ หรือจับมือทำดีลธุรกิจขนาดใหญ่ แต่เป็นการออกมายอมรับว่าการเล่นเฟซบุ๊กมากเกินไปอาจเป็นภัยต่อสุขภาพของตัวคุณเอง
โซเชียลมีเดียเบอร์ 1 รายนี้ ยอมรับในเว็บบล็อกของบริษัทตัวเองว่า การเล่นเฟซบุ๊กมากเกินไปอาจทำให้ผู้ใช้งานบางกลุ่มรู้สึกแย่ทั้งในแง่สุขภาพจิตและสุขภาพกาย ซึ่งนับว่าสอดคล้องกับรายงานวิจัยหลายฉบับตลอดช่วงหลายปีมานี้ว่า การจมอยู่กับเฟซบุ๊กมากเกินไปอาจกระทบต่อสุขภาพจิตของผู้ใช้ ที่ต้องเห็นฟีดข่าวร้ายๆ หรือเห็นชีวิตความเป็นอยู่ที่น่าอิจฉาของคนอื่น ซึ่งในกรณีหลังนี้หากใจของคุณไม่เข้มแข็งพอ คุณก็อาจตกอยู่ในวังวนของ "โลกมายาโซเชียล" ที่ต้องไป "แสวงหา" วัตถุที่ตัวเองไม่มีมาอวดบนหน้าเฟซบุ๊ก เพื่อเติมเต็มช่องโหว่ในใจของตัวเอง
แต่ใช่ว่าอยู่ดีๆ เฟซบุ๊กจะเล่นบทพระเอกยอมรับจุดอ่อนของตัวเองง่ายๆ ในทางตรงกันข้าม นี่คือการตอบโต้ (อย่างมีศิลปะ) หลังจากเพิ่งถูกอดีตพนักงานของตัวเองโจมตี และเป็นการโจมตีที่ทำให้เกิดการตั้งคำถามจากสังคมมากกว่ารายงานวิจัยหลายต่อหลายชิ้นที่ผ่านมา
อดีตผู้บริหารระดับรองประธานบริษัทของเฟซบุ๊ก ชามัท พาลีหปิติยา กล่าวในงานสัมมนาที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เมื่อเดือนที่แล้วว่า เขารู้สึกผิดมหันต์ที่มีส่วนในการก่อตั้งเฟซบุ๊ก ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ "ทำลายความสัมพันธ์ในสังคม"
4 คุณลักษณะเด่นๆ ที่เว็บไซต์เดอะ เวิร์จ หยิบยกจากคำกล่าวของชามัทเอามาพาดหัวรองถึงโซเชียล มีเดีย จนกลายเป็นกระแสตามมาก็คือ ความจริงที่บิดเบี้ยว ข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือน ไม่มีความร่วมมือกัน และไม่เกิดวาทกรรมทางสังคม
ชามัทไม่ได้กล่าวโทษแค่เฟซบุ๊ก แต่เขาพูดถึงโซเชียลมีเดียในภาพรวมว่าเป็นกลไกที่ทำลายโครงสร้างทางสังคม เพราะในความเป็นจริงนั้น โซเชียลมีเดียไม่ได้ทำให้เราคุยเพื่อสร้างความเข้าใจกันมากขึ้น หรือนำไปสู่ความร่วมมือกันตามเจตนารมณ์ตั้งต้นอย่างที่ควรจะเป็น ชามัทย้ำว่าสิ่งที่เขาพูดนี้ไม่ใช่เพราะมาจากปัญหารัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งสหรัฐ แต่นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งโลก พร้อมแนะนำให้เราหันมาวางมือพักเบรกอย่างจริงจังกับโซเชียลมีเดียกันบ้าง
การรับมือของเฟซบุ๊กก็คือ ยอมรับว่าการติดเฟซบุ๊กมากเกินไปเป็นผลเสียต่อผู้ใช้จริง แต่สื่อรายนี้ก็ย้ำด้วยว่าจะเกิดกับกรณีของการ "รับสาร" เพียงอย่างเดียวมากกว่า หรือหมายความว่าอย่าเป็นฝ่ายดูบนหน้าฟีดเพียงอย่างเดียว แต่ควรมีการสื่อสารกับคนอื่นๆ กลับด้วย ซึ่งการแสดงความเห็นจะช่วยลดปัจจัยลบด้านการเก็บกดทางอารมณ์ลงได้
ความเห็นของเฟซบุ๊กอาจไม่ใช่เรื่องใหม่ ซึ่งที่จริงแล้วก็เป็นเรื่องเชิงพื้นฐานทั่วไปมากกว่าด้วยซ้ำ แต่สื่อหลายแห่งมองท่าทีครั้งนี้ว่าเป็นการยอมรับที่ถือเป็นสัญญาณบวก และอาจสื่อถึงการเปลี่ยนแปลงที่จะตามมา หลังจากที่เฟซบุ๊กเผชิญแรงปะทะใหญ่หลายด้านในช่วงที่ผ่านมา ทั้งเรื่องข่าวปลอมในกรณีรัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งสหรัฐ การผูกขาดโฆษณาร่วมกับกูเกิล จนเริ่มถูกกระแสตีกลับทั้งจากวงการสื่อและรัฐบาลในหลายประเทศ ไปจนถึงเรื่องบรรษัทภิบาลกับความพยายามเลี่ยงภาษี ในยุคที่หลายประเทศยังไม่มีการวางกฎหมายรับมือเศรษฐกิจดิจิทัลที่รัดกุมพอ
เมื่อไม่นานมานี้ เฟซบุ๊กเองก็เพิ่งประกาศปรับท่าทีเรื่องภาษีมาหมาดๆ เช่นกัน โดยตัดสินใจเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจในประเทศต่างๆ ด้วยการบันทึกบัญชีการทำธุรกิจ การค้า และบริการที่เกิดในประเทศนั้นๆ ซึ่งหมายถึงการยอมจ่ายภาษีตามมา แทนที่จะถ่ายโอนรายได้ไปยังสำนักงานที่ไอร์แลนด์ ที่เป็นแดนสวรรค์ภาษีต่ำเหมือนเดิม โดยคาดว่าจะเริ่มได้ในปีหน้า และจะทยอยปรับให้แล้วเสร็จได้ทั้งหมดภายในครึ่งปีแรกของปี 2019
แม้การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะเป็นผลมาจากแรงกดดันของหลายภาคส่วนที่มีมาอย่างต่อเนื่องหลายปี เช่น การไล่บี้ภาษีของอียู แต่อย่างน้อยที่สุดก็นับเป็นการเปลี่ยนแปลงในทางบวกของของสื่อที่มีอิทธิพลที่สุดในโลก และน่าจะเป็นแนวทางต่อไปในการเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัวหลังจากนี้ n







