
เศรษฐกิจฟองสบู่ในเมียนมา
กริช อึ้งวิทูรสถิตย์พอพูดถึงเศรษฐกิจฟองสบู่ พวกเราชาวไทยเกือบจะทุกคนต้องเสียวสันหลังวูบวาบกันหมด เพราะคงนึกถึงสิ่งที่ได้เกิดขึ้นในยุคต้มยำกุ้ง เศรษฐีหลายท่านต้องหมดเนื้อหมดตัว หรือแม้กระทั่งความล้มเหลวของเศรษฐกิจ ทำให้หลายๆ คนต้องล้มละลายกัน ที่เมียนมาเอง หากเรามองในฐานะคนที่เรียนเศรษฐศาสตร์มา หลายคนก็ยังอดแปลกใจไม่ได้ว่า เขายืนระยะมาได้อย่างไร ซึ่งเป็นคำถามที่มักจะมีในวงสนทนาของหมู่เพื่อนๆ ครับ ว่าทำไมถึงยังไม่เกิดเศรษฐกิจฟองสบู่แตก
กริช อึ้งวิทูรสถิตย์
พอพูดถึงเศรษฐกิจฟองสบู่ พวกเราชาวไทยเกือบจะทุกคนต้องเสียวสันหลังวูบวาบกันหมด เพราะคงนึกถึงสิ่งที่ได้เกิดขึ้นในยุคต้มยำกุ้ง เศรษฐีหลายท่านต้องหมดเนื้อหมดตัว หรือแม้กระทั่งความล้มเหลวของเศรษฐกิจ ทำให้หลายๆ คนต้องล้มละลายกัน ที่เมียนมาเอง หากเรามองในฐานะคนที่เรียนเศรษฐศาสตร์มา หลายคนก็ยังอดแปลกใจไม่ได้ว่า เขายืนระยะมาได้อย่างไร ซึ่งเป็นคำถามที่มักจะมีในวงสนทนาของหมู่เพื่อนๆ ครับ ว่าทำไมถึงยังไม่เกิดเศรษฐกิจฟองสบู่แตก
เรื่องนี้ต้องมองย้อนกลับไปหลายปีหน่อยครับ แล้วท่านจะไม่แปลกใจอีกครับว่าที่เขายืนระยะ เหมือนนักมวยที่ยืนให้คู่ชก ชกเอาๆ ตั้งสิบสองยก โดยยังไม่โดนน็อกเอาต์ ก็เพราะเขามีหลวงพ่อดี... ล้อเล่นครับ ก็เพราะเขาผ่านร้อนผ่านหนาวนั่นเองครับ
ในยุคมืดของเมียนมา มีการยกเลิกเงินเหรียญจ๊าดมาแล้วหนึ่งครั้ง ยกเลิกธนบัตรมาแล้วสองสามครั้ง ยกเลิกการควบคุมธนบัตรเงิน Foreign Exchange Certificates หรือ FEC ก็ทำมาแล้ว ทุกครั้งที่ทำมา ประชาชนล้วนเจ็บปวดกับการเปลี่ยนแปลงทุกครั้งไป เพราะรัฐบาลเขาไม่รองรับการแลกคืนธนบัตร ดังนั้น ใครถือครองอยู่ก็ซวยไปเลยโดยปริยาย ดังนั้น เขารับรู้ความเจ็บปวดกับเรื่องแบบนี้มาแล้วครับ ต่อมาประมาณในปี ค.ศ. 2002 รัฐบาลได้ประกาศยกเลิกธนาคาร (ธนาคารล้มนั่นแหละครับ) 6 แห่งภายในคืนเดียว คนที่มีเงินฝากในธนาคารไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ เพราะธนาคารกลางแห่งชาติเมียนมาอนุญาตให้บุคคลธรรมดาถอนได้อาทิตย์ละไม่เกินหนึ่งหมื่นจ๊าด นิติบุคคลถอนเงินได้ไม่เกินหนึ่งแสนจ๊าดต่อสัปดาห์ เรื่องนี้ผมก็โดนด้วยเช่นกันครับ จึงทำให้ประชาชนทั่วไปเข็ดขยาดไปเลยครับ
ในยุคแรกๆ ที่มีการยกเลิกเงินจ๊าด ประชาชนที่มีโอกาสมากกว่าคนอื่น ก็แลกเงินยูเอสดอลลาร์เก็บไว้ หรือบางคนก็แลกเงินบาท อันนี้ก็อีกแหละครับ หลายคนที่แลกเป็นบาทก็มาเจอภาวะต้มยำกุ้งไทย เหมือนหนีเสือปะจระเข้ ค่าเงินบาทตก เงินเขาจึงหายไปเป็นเท่าตัว อีก บางส่วนก็แลกเงินเหรียญสิงคโปร์ บางก็ซื้อทองเก็บครับ พอเริ่มเปิดโลกเศรษฐกิจเมื่อห้าหกปีที่ผ่านมา คนที่เก็บเงินไว้ เห็นโอกาสจึงนำเอาเงินที่เก็บที่ไว้ออกมาซื้อที่ดิน จึงทำให้ที่ดินราคากระโดดขึ้นมาทันทีครับ เพราะการปั่นราคาเป็นไปแบบธรรมชาติมาก พอซื้อมาก็มีคนขอซื้อต่อ คนซื้อต่อก็เป็นพ่อค้าวานิช์ เมียนมาเอง ดังนั้น จึงพูดได้ว่าเป็นการปั่นกันแบบธรรมชาติไงละครับ
ไม่เหมือนยุคหนึ่งของไทยที่มีต่างชาติเข้ามามีส่วนในการปั่นราคา อีกอย่างคนต่างชาติพอเห็นราคาก็ถอยกันหมดแล้วครับ เพราะที่ดินแพงเกินกว่าเหตุ ในส่วนของธนาคารก็ไม่ปล่อยกู้ จึงทำให้เงินที่มาปั่นไม่ได้แบกดอกเบี้ย เมื่อ ไม่ได้แบกดอกเบี้ย จึงทำให้ไม่เกิด ฟองสบู่ไงครับ เพราะธนาคารก็ไม่สามารถยึดทรัพย์ได้ เพราะไม่ได้กู้แบงก์มา และเงินที่เอาออกมาเล่นแร่แปรธาตุ ก็เป็นเงินสดของตัวเองไงครับ







