
ต้องกวดขันทั้งปี
หลังจากรัฐบาลเรียกทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมากำชับแผนและมาตรการรักษาความปลอดภัย สั่งหน่วยงานความมั่นคงเฝ้าระวังเหตุร้าย-ก่อวินาศกรรม
หลังจากรัฐบาลเรียกทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมากำชับแผนและมาตรการรักษาความปลอดภัย สั่งหน่วยงานความมั่นคงเฝ้าระวังเหตุร้าย-ก่อวินาศกรรม เน้นจุดเสี่ยงทั้งสถานีขนส่ง รถไฟฟ้า สนามบิน พื้นที่เชิงสัญลักษณ์ ย้ำข่าวกรองต้องทำงานเชิงรุก สั่งตำรวจติดตามข่าวบิดเบือน เฝ้าระวังการเข้า-ออกประเทศของบุคคลต้องห้าม ช่วงเทศกาลปีใหม่ ที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ถือเป็นเรื่องที่ดีที่จะทำให้ประชาชนมีความปลอดภัย
อย่างไรก็ตาม เมื่อย้อนกลับไปดูสถิติอาชญากรรมของปี 2559 ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติเคยบันทึกรวบรวมไว้ ก็พบว่า มีความผิดเกี่ยวกับชีวิต ร่างกาย และเพศ ในภาพรวมรับแจ้ง 23,012 คดี จับกุมได้ 16,770 คดี ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ ในภาพรวมรับแจ้ง 67,745 คดี จับกุมได้ 35,044 คดี
นอกจากนี้ มีการแจกแจงด้วยว่า คดีลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงเวลา 12.01-18.00 น. คดีชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในเวลา 00.01-06.00 น. เหตุเกิดในพื้นที่สาธารณะ ตรอก ซอย เป็นที่น่าสังเกตว่า คดีที่เกิดขึ้นนั้นจับกุมได้ประมาณ 65-70% ที่เหลืออาจจะหาตัวผู้กระทำผิดไม่ได้จนถึงปัจจุบันนี้
ดังนั้น การดำเนินการกวดขันของเจ้าหน้าที่เฉพาะในช่วงเทศกาลต่างๆ นั้นคงไม่เพียงพอ เพราะจากสถิติอาชญากรรมได้เกิดขึ้นตลอดเวลา แต่อาจมากเป็นพิเศษในช่วงเทศกาลหยุดยาว ซึ่งประชาชนจำนวนมากเดินทางกลับภูมิลำเนา พื้นที่หลายแห่งในกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่เคยเป็นแหล่งชุมชนพลุกพล่าน กลายเป็นสถานที่ร้างผู้คน สิ่งที่อาจจะตามมาก็คือ กลายเป็นแหล่งที่เพิ่มโอกาส หรือความเสี่ยงที่จะเกิดอาชญากรรมมากขึ้น
แม้เจ้าหน้าที่ตำรวจมีแนวคิดให้จัดตั้งศูนย์อำนวยการขึ้นมา บูรณาการการทำงานกับทุกฝ่าย จัดทำแผนเผชิญเหตุ และให้ซักซ้อมแผนเผชิญเหตุอย่างต่อเนื่อง ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดและไฟส่องสว่างให้สามารถใช้งานและเชื่อมโยงกันได้ แต่คงไม่สามารถป้องกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าขาดความร่วมมือจากชุมชน
ขณะเดียวกัน แต่ละบ้านก็ควรศึกษามาตรการเบื้องต้นในการดูแลทรัพย์สินตัวเองด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ฝ่ายเดียว
สำหรับกรณีเรื่องอุบัติเหตุบนท้องถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ปีที่ผ่านมา ตัวเลขสถิติจาก 7 วันอันตราย บันทึกไว้ว่า มีผู้เสียชีวิตสะสมรวม 380 ราย เปรียบเทียบกับช่วงปีใหม่ปี 2558 แล้ว เพิ่มขึ้นถึง 39 ราย แม้จะมีการกวดขันในเรื่องการจราจร แต่จำนวนเจ้าหน้าที่ก็ไม่เพียงพอในการดูแลอย่างทั่วถึง โดยมีรายงานว่า อุบัติเหตุส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดในเส้นทางหลักที่มีการจราจรหนาแน่น มีกำลังเจ้าหน้าที่ดูแล แต่เกิดขึ้นในเส้นทางรองที่รถสามารถขับขี่ได้ด้วยความเร็วสูงและไม่มีเจ้าหน้าที่กวดขันดูแล
นอกจากนี้ ยังมีตัวเลขที่น่าสนใจ คือ ปีที่ผ่านมาใน กทม.นั้นมีตัวเลขรถยนต์วิ่งอยู่ในพื้นที่ประมาณ 8 ล้านคัน แต่เมื่อถึงช่วงเทศกาลปีใหม่ จะมีจำนวนรถวิ่งเข้า-ออกในพื้นที่เพิ่มขึ้นเป็น 11 ล้านคัน จำนวนที่เพิ่มขึ้นนั้น หมายถึงภาระในการดูแลที่เจ้าหน้าที่ซึ่งมีกำลังอยู่ประมาณ 3,800 นาย ซึ่งรับภาระหนักอยู่แล้ว ยิ่งมีงานเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม มาตรการรักษาความปลอดภัยช่วงเทศกาลปีใหม่นั้นเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม แต่จะยิ่งดีกว่านี้ หากมาตรการที่ออกมานั้นได้รับการกวดขันต่อเนื่องตลอดทั้งปี ไม่ได้มีแค่ช่วงหลังตั้งโต๊ะแถลงมาตรการ หรือมีให้เห็นแค่ช่วงเทศกาลสำคัญๆ เท่านั้น เพราะเรื่องของความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน หรือความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนนั้นเป็นเรื่องที่ต้องประสบกันอยู่ทุกวัน
การทำงานเชิงรุกในการรณรงค์ให้ช่วยกันเฝ้าระวังอาชญากรรม สร้างจิตสำนึกในการใช้รถใช้ถนนปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด คำนึงถึงความปลอดภัยทั้งต่อตัวเองและผู้ใช้ถนนคนอื่นๆ ตลอดทั้งปีและในทุกเทศกาลน่าจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า n







