
เอไอจี...ห่วงหัว ‘เด็กไทยสวมหมวกกันน็อก’
ดูเหมือนจะเป็นสถิติที่ไม่น่าภูมิใจเท่าใดนัก สำหรับข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO)
โดย ฉัตรชัย ธนจินดาเลิศ
ดูเหมือนจะเป็นสถิติที่ไม่น่าภูมิใจเท่าใดนัก สำหรับข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งจัดทำขึ้นทุกสองปี เมื่อพบว่าในปี 2558 มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนจากทั่วโลกถึงปีละ 1.25 ล้านคน และประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 2 ของโลกรองจากลิเบีย ซึ่งหากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น ก็มีแนวโน้มในอนาคตที่ไทยจะขยับอันดับขึ้นมาเป็นที่ 1 ก็ได้
เห็นได้จากข้อมูลล่าสุดของบริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 2560 ที่ได้รับแจ้งอุบัติเหตุทางถนนสะสมปี 2560 พบว่ายังมีอัตราการเกิดเหตุที่สูงอยู่ โดยมีผู้เสียชีวิตไปแล้ว 14,377 ราย และบาดเจ็บอีก 947,017 ราย
ไทยจึงเป็นประเทศที่มีถนนที่อันตรายที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และจากจำนวนนี้สัดส่วนของผู้เสียชีวิตเป็นคนขับขี่รถจักรยานยนต์ สูงถึง 83% เทียบกับประเทศในกลุ่มภูมิภาคเดียวกัน ไทยนับว่ามีสถิติสูงที่สุด แม้ว่าไทยจะมีกฎหมายให้สวมหมวกกันน็อกทั้งผู้ขับขี่ และผู้ซ้อนท้ายมานานแล้ว
แต่สถิติการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนจากการขับขี่รถจักรยานยนต์ก็ยังสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลวิจัยชี้ชัดว่ามีเด็กๆ ที่ไม่สวมหมวกกันน็อกสูงถึง 93% ทำให้เด็กเป็น กลุ่มเสี่ยงอันตรายมากที่สุด
กลุ่มเอไอจีทั่วโลก ซึ่งประกอบธุรกิจหลักประกันภัย จึงมีนโยบายร่วมดูแลสังคมชุมชนที่เอไอจีมีส่วนอยู่ด้วย ภายใต้แนวคิด "Make the world a safer place" หรือ "สร้างสรรค์โลกให้ปลอดภัยกว่าเดิม" โดยเน้นที่กิจกรรม 3 ด้าน คือ ส่งเสริมความปลอดภัย (Safety) ส่งเสริมความมั่นคง (Security) และช่วยเยียวยาเมื่อมีภัย (Disaster Relief)
ดังนั้น เอไอจีประเทศไทย จึงได้ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยทางถนนมาอย่างต่อเนื่องและจริงจังยาวนานกว่า 4 ปี โดยมุ่งเน้นรณรงค์เพื่อสร้างจิตสำนึกการขับขี่ปลอดภัยทั้งภายในและภายนอกองค์กร
ล่าสุดยังได้รับรางวัล Prime Minister Road Safety Awards จากสำนักงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจร (สอจร.) ซึ่งรางวัลนี้มอบให้แก่บุคคล หน่วยงานเอกชน หรือองค์กรภาครัฐ ที่มีผลงานในการดำเนินงานที่โดดเด่นทางด้านการ ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางถนน
โทมี่ ลัทวา-คิสโคลา ประธานกลุ่มเอไอจี ประเทศไทย กล่าวว่า เอไอจีดำเนินการในเชิงรุก โดยเป็นเอกชนรายแรกที่ร่วมคิดและลงมือสนับสนุน ร่วมกับชมรมคนห่วงหัว ในมูลนิธิ เมาไม่ขับ เพื่อรณรงค์ในเรื่องของการสวมหมวกกันน็อกในเด็กอย่างต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 4
โดยเน้นกลุ่มเป้าหมายไปที่เยาวชน เพราะจากสถิติมีเด็กเพียง 7% เท่านั้นที่สวมหมวกกันน็อก การรณรงค์ให้ความรู้ความเข้าใจใน ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างชัดเจนในวัยเด็ก ซึ่งเป็นวัยที่จะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่เห็นถึงความสำคัญของการสวมหมวกกันน็อก และต้องยอมรับว่าเด็กที่ไม่สวมหมวกกันน็อก และโชคดีจนโตเป็นผู้ใหญ่ จะมีแนวโน้มสูงที่จะไม่สวมหมวกกันน็อกต่อไป
เอไอจี เล็งเห็นว่าแนวทางการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด คือ การรณรงค์และให้ความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติตน เพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน เพราะเมื่อมีความรู้ และเล็งเห็นถึงปัญหาแล้ว ทุกคนจะปฏิบัติในสิ่งที่เห็นว่าถูกต้อง ไม่ใช่ปฏิบัติเพราะเกรงกลัวกฎข้อบังคับ
เพราะไม่ว่าจะมีกฎข้อบังคับ หรือกฎหมายที่รุนแรงอย่างไร แต่คนไม่คำนึงถึงประโยชน์ หรือโทษของมัน สิ่งนั้นก็ไม่สามารถบรรลุผลได้
ทั้งนี้ เอไอจีได้ดำเนินการรณรงค์ผ่านกิจกรรมหลากหลายรูปแบบมาอย่างต่อเนื่อง โดยแบ่งกลุ่มการรณรงค์เป็น 2 กลุ่ม คือภายในและภายนอกองค์กร
สำหรับภายในองค์กร เอไอจี เห็นว่าพนักงานภายในองค์กรเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่องค์กรจะต้องดูแลอย่างใกล้ชิด มีการรณรงค์เรื่องความปลอดภัยบนท้องถนนผ่านกิจกรรมมากมายมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ การรณรงค์ในเรื่องการสวมหมวกกันน็อก 100% การรณรงค์ในเรื่องของเมาไม่ขับ และการกำหนดกฎข้อบังคับ และบทลงโทษที่ เข้มงวดและจริงจัง
ส่วนภายนอกองค์กร หรือการออกรณรงค์ในชุมชน เอไอจีได้ดำเนินกิจกรรมมากมายร่วมกับชมรมคนห่วงหัว ในมูลนิธิเมาไม่ขับ ในการรณรงค์ให้ชุมชนตระหนักและคำนึงถึงความปลอดภัยบนท้องถนน เน้นไปที่การสวมหมวกกันน็อกในเยาวชน อาทิ โครงการ 30 บาทรักษาทุกหัว โครงการผู้ว่าห่วงหัว โครงการกันน็อกให้น้อง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เอไอจีได้ลงพื้นที่และรณรงค์อย่างต่อเนื่องจริงจังทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยที่ผ่านมา เอไอจีได้มอบหมวกกันน็อกแก่ชุมชนไปแล้วกว่า 20 จังหวัด จำนวนมากกว่า 2.5 หมื่นใบ
โดยในปีล่าสุดนี้ เอไอจีได้เริ่มร่วมงานกับคนพิการที่เป็นผู้ประสบภัยจากอุบัติเหตุบน ท้องถนน เพื่อเป็นทูตห่วงหัว ออกรณรงค์ในเรื่องของความปลอดภัยบนท้องถนนให้กับชุมชน พร้อมให้ความรู้ความเข้าใจในเรื่องของความปลอดภัยบน ท้องถนน การป้องกัน และการปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง รวมไปถึงความสำคัญของการสวมหมวกกันน็อกขณะขับขี่หรือซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ และมอบหมวก กันน็อกให้กับเด็กๆ ในชุมชน
ทูตห่วงหัว เป็นบุคคลซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากอุบัติเหตุบนท้องถนน จนเกิดภาวะพิการตลอดชีวิต ซึ่งนี่จะสามารถบอกกล่าวกับชุมชนให้เห็นภาพได้อย่างชัดเจนว่า หากไม่ปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัย ผลที่ได้จะเป็นอย่างไร จนถึงวันนี้ทูตห่วงหัวได้ส่งมอบความปลอดภัยไป สู่เด็กในชุมชนแล้วกว่า 2,500 คน
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เอไอจีมุ่งมั่นมาอย่างต่อเนื่อง และจะยังคงมุ่งมั่นต่อไป เพราะนี่ถือเป็นภัยเงียบในสังคม และอาจถือได้ว่าเป็นภัยในระดับนานาชาติ ที่เราไม่สามารถมองข้ามได้ เห็นได้จากอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนทั่วโลกสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติได้มีมติประกาศให้ปี 2554-2563 เป็นทศวรรษแห่งความปลอดภัยทางถนน
นอกจากนั้น ในปี 2558 ที่ผู้นำรัฐบาลของหลายประเทศได้เข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ และได้ให้การรับรองวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน พ.ศ. 2573 (2030 Agenda for Sustainable Development) หนึ่งในเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals หรือ SDGs) คือ ลดอัตราการเสียชีวิต และการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุการจราจรทางถนนให้ได้ครึ่งหนึ่งภายในปี 2563 สิ่งเหล่านี้ชี้ชัดว่า อัตราการเสียชีวิตบนท้องถนนนั้นเป็นปัญหาสำคัญที่ทั่วโลกล้วนเล็งเห็น เพราะนอกจากจะเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตทั่วโลกแล้ว ยังเป็นภาระหนักทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศอีกด้วย
"เอไอจีคาดหวังว่าจะมีผู้เห็นความสำคัญโครงการนี้และมาร่วมกันสนับสนุนชมรมคนห่วงหัวอย่างต่อเนื่อง เอไอจียังคงมุ่งมั่นที่จะรณรงค์ บอกต่อ และเล่าเรื่องราวเหล่านี้ออกไปสู่ชุมชน สร้างความตระหนักรู้ ต่อภัยเงียบที่ไม่มีใครคาดถึงนี้ เอไอจี หรือชมรมคนห่วงหัวอาจเป็นเพียงเสียงเล็กๆ ที่ยังไม่เพียงพอ เราต้องการให้ทุกหน่วยงาน ทุกองค์กร ได้เล็งเห็นภัยเงียบเหล่านี้ และมาร่วมรณรงค์ กระตุ้น อย่างต่อเนื่องและมากพอ การขยายโครงการเช่นนี้ไปยังหน่วยงานอื่นๆ โดยทำไปในทิศทางเดียวกัน และเวลาเดียวกัน สร้างให้เรื่องเหล่านี้เป็นวาระแห่งชาติที่ทุกคนจะพูดถึง และกระตุ้นเตือนกันเองนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ และเราเอไอจีแม้เป็นเพียงเสียงเล็กๆ แต่เรายังพยายามอย่างมุ่งมั่นเพื่อที่จะสร้างกระแสเหล่านี้ให้จงได้" โทมี่ กล่าว







