posttoday
สัญญาประชาคม 2561

สัญญาประชาคม 2561

17 ธันวาคม 2560

"ถ้าไม่ได้นักการเมืองดีๆ ก็อย่ามีเลือกตั้ง"

โดย ทวี สุรฤทธิกุล

"ถ้าไม่ได้นักการเมืองดีๆ ก็อย่ามีเลือกตั้ง"

ถึงอย่างไรประเทศก็ขาดนักการเมืองไม่ได้ แม้แต่ทหารที่ปกครองประเทศไทยอยู่ในเวลานี้ก็ถือได้ว่าเป็นนักการเมืองประเภทหนึ่ง เพียงแต่ว่าอาศัยอำนาจของระบบราชการและ "ประเพณีการปกครอง" บางอย่าง จึงทำให้ทหารดูเหมือน "อยู่เหนือการเมือง" แต่แท้จริงแล้วทหารก็คือ "นักการเมืองในเครื่องแบบ" ซึ่งอาจจะแตกต่างกับนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็น "นักการเมืองในระบอบประชาธิปไตย" ซึ่งอาจจะเป็นที่รังเกียจของคนไทยจำนวนหนึ่ง แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาที่ยากเกินจะแก้

ความจริงระบอบประชาธิปไตยเกิดขึ้นก็เพราะผู้คนเบื่อพวกนักการเมืองในเครื่องแบบ ดังที่มีกล่าวไว้ในประวัติศาสตร์ของหลายๆ ประเทศ ตั้งแต่ประเทศที่เป็นแม่แบบของระบอบประชาธิปไตย ยกตัวอย่างเช่น อังกฤษ และฝรั่งเศส ที่สร้างประชาธิปไตยขึ้นจากการล้มอำนาจศักดินา คือกษัตริย์และขุนนางที่สวมเครื่องแบบศักดินานั้นกดขี่ประชาชน แล้วให้ตัวแทนประชาชนผลัดกันขึ้นปกครองประเทศผ่านระบบการเลือกตั้ง เช่นเดียวกันกับประเทศไทยที่ยึดอำนาจจากพระมหากษัตริย์มาได้ แต่น่าเสียดายที่คณะราษฎร ไม่ได้ถ่ายโอนอำนาจนั้นให้กับประชาชน กลับหวงอำนาจไว้ในพรรคพวกของตน ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็นข้าราชการแทบทั้งสิ้น ประชาธิปไตยของไทยจึงเป็นประชาธิปไตยที่มอบยกให้ "นักการเมืองในเครื่องแบบ (ข้าราชการ)" เหล่านี้ยึดครองและดูแลมาตั้งแต่ต้น

หัวใจของระบอบประชาธิปไตยคือ "พันธสัญญา" คือการมอบความซื่อสัตย์ให้กันและกัน ระหว่างผู้ปกครองที่ได้รับมอบอำนาจจากประชาชน กับประชาชนที่เป็นผู้มอบอำนาจนั้นให้ โดยจะต้องเป็นพันธสัญญาที่ผูกพันกันทั้งสองฝ่าย ระหว่าง ผู้ให้และผู้รับนั้นอย่างมั่นคง คือจะต้องมี "กติกา" อันเป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่าย แล้วทั้งสองฝ่ายก็ต้องเคารพในกติกาอย่างเคร่งครัด ระบอบประชาธิปไตยจึงจะอยู่รอดและพัฒนาไปได้

ประชาธิปไตยในประเทศอังกฤษเกิดจากขุนนางกลุ่มหนึ่ง (ส่วนใหญ่เป็นขุนนางเล็กๆ ในชนบท) ได้เสนอให้พระเจ้าจอห์นยอมตกลงในพันธสัญญาที่เรียกว่า Magna Carta เมื่อ ค.ศ. 1215 อันมีหลักการใหญ่ๆ ว่ากษัตริย์จะต้องไม่ทรงกระทำการบริหารประเทศตามอำเภอใจ หากจะทรงกระทำการใดๆ ต้องปรึกษาหารือกับขุนนางในที่ประชุมร่วมกัน อันก่อให้เกิดระบบรัฐสภาหรือประชาธิปไตยแบบตัวแทน โดยรัฐสภาอังกฤษในระยะเริ่มแรกมาจากขุนนางที่อาสาประชาชนเข้ามา ต่อมาจึงได้มีการเลือกตั้งจากคนทั่วไป กระทั่งมีการแยกออกเป็นสองสภา คือสภาขุนนางที่มาจากการสืบทอดและเลือกสรรจากกลุ่มคนบางจำพวก กับสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน ซึ่งกว่าจะเป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ที่ให้สิทธิแก่ผู้คนอย่างทั่วถึงก็ล่วงมาอีกกว่า 600 ปี คือใน ค.ศ. 1826 ที่ให้ผู้หญิงมีสิทธิเลือกตั้งได้ด้วย

สำหรับที่ประเทศฝรั่งเศส ได้มีการลุกฮือของประชาชนล้มระบอบกษัตริย์ใน ค.ศ. 1789 ภายหลังจากที่ประชาชนได้ชัยชนะนั้นแล้ว ฝรั่งเศสก็มีการปกครองแบบสาธารณรัฐ พร้อมกับได้ประกาศ "หลักประกันแห่งสิทธิและเสรีภาพของประชาชน" เพื่อเป็นหลักในการปกครองประเทศ ซึ่งถือกันว่านี่คือ "พันธสัญญา" ที่ยิ่งใหญ่ ที่สุดของฝรั่งเศส อันเป็นที่มาของรัฐธรรมนูญในการปกครองประเทศในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตามประชาธิปไตยของฝรั่งเศสก็ไม่ได้ราบรื่น เพราะยังมีความขัดแย้งในสังคมฝรั่งเศสมาอีกกว่า 160 ปี โดยระบอบสาธารณรัฐได้ล้มลุกคลุกคลานถึง 4 ครั้ง จนถึงสาธารณรัฐที่ 5 ในสมัยนายพลเดอ โกล จึงได้ปฏิรูปประชาธิปไตยครั้งใหญ่ จนสำเร็จเป็นรัฐธรรมนูญที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน คือฉบับ ค.ศ. 1958

ประชาธิปไตยในอังกฤษและฝรั่งเศสที่พัฒนาและดำรงคงอยู่มาอย่างมั่นคงนี้ ก็ด้วยการยึดมั่นในกติกาผ่านพันธสัญญาที่ทุกคนยึดถือร่วมกันนั่นเอง ซึ่งหากจะอ้างทฤษฎีรัฐศาสตร์ก็จะเป็นไปดังแนวคิดของปราชญ์คนสำคัญ 2 ท่านคือ จอห์น ล็อค ชาวอังกฤษ เจ้าของทฤษฎี "สัญญาประชาคม" ที่ว่าด้วยอำนาจทางการเมืองจะมีความมั่นคงจะต้องเป็นอำนาจที่มอบหมายให้ ด้วยข้อตกลงหรือพันธสัญญาที่ต้องเคารพซึ่งกันและกัน กับ ฌัง ชาร์ก รุซโซ ชาวฝรั่งเศส เจ้าของทฤษฎี "เจตจำนงทั่วไป" ที่ว่าด้วยการทำหน้าที่ของผู้ปกครองจะต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของผู้คนส่วนรวม ดังที่คนทั้งหลายมี "เจตนา" หรือ "ต้องการร่วมกัน" นั้น

ในสังคมที่ประชาชนมีความเบื่อหน่ายนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งอย่างกรณีของประเทศไทยนี้ ผู้เขียนมีข้อเสนออยากให้นักการเมืองย้อนกลับไปมอง "หัวใจ" ของระบอบประชาธิปไตย ที่ต้องเกิดจากความเชื่อถือศรัทธาของประชาชน นั่นก็คือจะทำอย่างไรที่จะทำให้ประชาชนกลับมามีความ "เชื่อมั่น" หรือ "เชื่อถือ" นักการเมืองนี้ได้อีก ซึ่งก็ไม่มีอะไรจะดีไปกว่า "การสร้างพันธสัญญา" กับประชาชน และ "รักษาสัญญา" นั้นไว้ให้มั่นคง ดังที่ประเทศประชาธิปไตยแม่แบบที่ยกตัวอย่างมาสองประเทศข้างต้นนั้น

พรรคการเมืองทั้งหลายน่าจะใช้โอกาสที่จะมีการเลือกตั้งในปีหน้า ประกาศ "สัญญาประชาคม" และทำให้ได้อย่างที่ให้สัญญาไว้ นั้น เป็นต้นว่า พรรคการเมืองทั้งหลายจะไม่ทะเลาะกัน จะหาเสียงอย่างสร้างสรรค์ จะไม่คอร์รัปชั่นโกงกิน จะไม่ประพฤติตัวเสื่อมเสีย จะไม่เหยียบหัวประชาชน จะไม่เล่นพรรคเล่นพวก จะเชื่อฟังประชาชน จะมียางอาย จะไม่ยอมให้มีการปฏิวัติรัฐประหาร ฯลฯ อย่างนี้เป็นต้น ถ้าหากทำไม่ได้ หรือไม่รักษาสัญญา จะขอพิจารณา ตัวเองออกจากตำแหน่งต่างๆ ไป พร้อมกับยอมรับโทษที่ประชาชนจะพิพากษา โดยจะสร้างให้เป็นวัฒนธรรมทางการเมืองที่ดี เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ประชาชนตลอดไป

สังคมไทยนั้นเป็นสังคมแห่งการให้อภัยและให้โอกาส ขอเพียงแต่ทำให้ได้ตามที่สัญญา ปีใหม่นี้ถ้านักการเมืองทั้งหลายมาจับมือและถ่ายภาพร่วมกัน พร้อมกับให้สัญญาสักไม่กี่ข้อ หรือจะเอาแค่ข้อเดียวก็ได้คือสัญญาว่า "พวกเราจะเป็นนักการเมืองที่ดี และรักษาความดีให้มั่นคงตลอดไป"

ทำได้ดั่งนี้เอา "นาฬิกาจากหัวใจ" ประชาชนไปได้เลย

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI