
'บ้านที่เราจากมา' ปราชญ์ อันดามัน
เรื่อง : พริบพันดาวแรงบันดาลใจหลักในการเขียนหนังสือของ มูฮัมหมัด ฟารุก หรือนามปากกา "ปราชญ์ อันดามัน" ซึ่งมีหนังสือรวมบทกวีนิพนธ์เล่มล่าสุดชื่อ "บ้านที่เราจากมา" เขาบอกว่ามาจากการทำกิจกรรมนักศึกษาในช่วงมหาวิทยาลัย
เรื่อง : พริบพันดาว
แรงบันดาลใจหลักในการเขียนหนังสือของ มูฮัมหมัด ฟารุก หรือนามปากกา "ปราชญ์ อันดามัน" ซึ่งมีหนังสือรวมบทกวีนิพนธ์เล่มล่าสุดชื่อ "บ้านที่เราจากมา" เขาบอกว่ามาจากการทำกิจกรรมนักศึกษาในช่วงมหาวิทยาลัย
"ตอนนั้นอยากเห็นความยุติธรรม สังคมที่ดีงาม สิ่งที่เปลี่ยนแปลงผมก็มาจากหนังสือบางเล่ม โดยเฉพาะ หนังสือเรื่อง 'แม่' ของ แมกซิม กอร์กี้ ยิ่งทำให้อยากเขียนหนังสือ อยากเล่าเรื่อง ยิ่งมาพบกับหนังสือ 'หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว' ของ การ์เบรียล การ์เซีย มาร์เกซ ยิ่งทำให้หัวใจผมรู้สึกตื่นเต้น"
เขาบอกว่า ตอนนั้นราวปี 2530-2531 กิจกรรมนักศึกษายังคงคึกคักอยู่มาก พูดได้ว่าแรงบันดาลใจหลักๆ ของการเขียนหนังสือน่ามาจากการอ่านหนังสือเหมือนค้นพบโลกอีกใบ มันซึมลึกเข้าสู่หัวใจโดยไม่รู้ตัว
"ผมเริ่มเขียนเรื่องสั้นตอนที่พี่สุชาติ สวัสดิ์ศรี ได้กลับมาทำช่อการะเกด เรื่องแรกลงในช่อการะเกด 11 เล่ม ชื่อรากเหง้าเผด็จการ ตอนที่เขียนผมทำงานเอ็นจีโอแล้ว เรื่องนี้เขียนหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬใหม่ๆ เรื่องที่สองน่าจะเป็นช่อการะเกดเล่ม 16 นี่ตอนลงไปทำงานเอ็นจีโอที่ภาคใต้แล้ว
ช่วงคาบเกี่ยวผมก็ทำงานเขียนบทกวีไปด้วย บทกวีชิ้นแรกตีพิมพ์ใน 'ลมหายใจกวี' สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ที่มีพี่ไพลิน รุ้งรัตน์ ตอนปี 2535 หลังจากนั้นผมก็ส่งบทกวีมาที่คอลัมน์นี้บ่อยๆ พอเขียนบทกวีจริงจังเลยทิ้งเรื่องสั้นไปโดยปริยาย"
ปราชญ์ อันดามัน เชื่อว่าตัวเองยังคงใช้ชีวิตเดินตามอุดมคติและความใฝ่ฝัน ยังคิดถึงจิตสำนึกสาธารณะ ยังคิดถึงส่วนรวม ยังคิดถึงผู้อื่น ยังคิดถึงความดีงาม สังคมที่เราปรารถนา ซึ่งสะท้อนออกมาผ่านงานกวีนิพนธ์ของเขา
"บ้านที่เราจากมา ผมเขียนจริงๆ เมื่อสองสามปีก่อน แต่เพิ่งจัดพิมพ์ด้วยสาเหตุบางประการ หนังสือเล่มนี้ผมเขียนด้วยอารมณ์ถวิลหาความเป็นบ้าน ทั้งของตนเอง ของคนอื่นที่ผมมองเห็น ผมรู้สึกแต่เพียงว่า เราเดินทางออกห่างจากบ้านเก่าเดิมไกลขึ้นไปทุกวัน จนยากจะหวนกลับ แทบไม่เหลือเค้าหน้าให้เราเก็บภาพไว้ให้ใจจำเท่าไร
ฉากบรรยากาศที่คุ้นเคยมันถูกโลกอีกแบบฉุดลากไปต่อหน้า เราเห็นสังคมอีกแบบเข้ามาแทนที่ กร้านชา ดิบเฉย งานบางชิ้นผมเขียนถึงชาวโรฮิงญา พี่น้องชาวพม่าที่ต้องทิ้งฐานถิ่นของตนเองเพื่ออะไรสักอย่าง? ซึ่งบทกวีอาจไม่ได้ลงลึกเท่าเรื่องจริงที่ปรากฏตรงหน้า"
เขามองว่า โลกสังคมปัจจุบันหยาบกร้าน มักจะลืมอะไรไปอย่างง่ายดายอย่างไม่ยี่หระ เพราะมีเรื่องใหม่ๆ เข้ามาถมกลบจนหมด
"สิ่งที่ถมกลบลงในหัวใจเรายิ่งกว่าเสียอีก แม้กระทั่งความเชื่อ เราแทบรับฟังเหตุผลกันได้น้อยลงไปทุกที ผมคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องไปเปลี่ยนแปลงใครให้เป็นเหมือนเราหรอก โลกไม่อาจเปลี่ยนไปหากเราต้องการให้โลกดีขึ้น ผมคิดว่าการเปลี่ยนตนเองเป็นฐานรากสำคัญ ซึ่งผมเชื่อเช่นนั้น
ต่างจากเมื่อหลายสิบปีก่อนตอนทำงานกิจกรรม และทำงานเอ็นจีโอที่เราอยากเปลี่ยนแปลงสังคม เราก็เห็นแล้วว่าวันนี้เป็นอย่างไร มันแผ่เผยโฉมหน้าให้ปรากฏเห็นอย่างที่เป็น บ้านที่เราต้องการเห็นมันจึง เลือนรางไปทุกที ผมแค่คิดว่าบ้านที่เราจากมานั้น อาจชวนให้ครุ่นมองตัวเอง อย่างน้อยบ้านเก่าเดิมที่เราปรารถนายังคงมีอะไรให้เราได้เก็บกำความงามไว้ข้างในใจเราบ้าง"
แน่นอนในอีกด้าน ปราชญ์ อันดามัน ก็ทำงานด้านทัศนศิลป์ มีการวาดรูปและแสดงงานศิลปะอยู่บ้าง เขาแจงถึงการเขียนบทกวีกับการวาดรูปเอื้อหรือเกื้อหนุนกัน
"การเขียนบทกวีมันมีความรู้สึกที่เราอยากบอก อยากเล่าเรื่อง สำหรับผมกับการเขียนรูป มันแค่เปลี่ยนวิธีการเล่าเรื่อง ภาพบางภาพของผมเหมือนบทกวี แต่เราบอกผ่านสีที่เราลงระบายไปบนกระดาษและแคนวาส ทั้งสองอย่างมันเกื้อหนุนให้เราได้คิดเหมือนกัน มันเหมือนเราได้พูดคุยกับตัวเอง
เวลาเราเขียนบทกวีอยู่เงียบๆ คำแต่ละคำที่เวียนมาในความรู้สึกมันเหมือนพูดคุย ถกเถียงว่าเรากำลังครุ่นคิดสิ่งใด มันประกอบเป็นความคิดของเราในขณะที่จะเขียน เหมือนกับว่ามันคอยเกลาความคิดของเราในแต่ละขณะ การเขียนรูปก็เฉกเช่นกัน สีที่เราใช้มันก็บ่งถึงอารมณ์ของเรา เรื่องที่อยากเล่า ความงามที่เราเห็น สองสิ่งนี้มันก็ประกอบเป็นตัวเรา แล้วเผยโฉมให้คนชม อาจมีทั้งคำติชม ชอบและ ไม่ชอบ"
ท้ายสุด ปราชญ์ อันดามัน บอกว่าไม่ได้คาดหวังอะไรมากนักกับหนังสือเล่มนี้ของเขา เพราะหนังสือบทกวียังคงเป็นหนังสือที่ขายยาก
"ผมไม่อยากกล่าวถึงสังคมและระบบวัฒนธรรมการอ่าน สภาพแวดล้อมปัจจัยที่เปลี่ยนไป เหล่านี้เป็นองค์ประกอบที่สำคัญ สำหรับผมถ้าหากหนังสือของผมสักเล่มจะทำให้ใครได้รู้สึก และเขาได้แรงบันดาลใจนั่นคงเพียงพอแล้ว ผมคิดว่าหนังสือเล่มนั้นได้ทำหน้าที่ของมันไปแล้ว หน้าที่ของผมคงผลิตงานออกมาตามวาระโอกาสต่อไป ตราบไม่มีใครอ่าน แต่อย่างน้อยการเขียนก็ทำให้ผมได้ใคร่ครวญนึก รู้สึกว่าเราเป็นใคร? คิดและทำอะไรอยู่"







