posttoday
การประชุม AJBM กับโอกาสของไทยแลนด์ 4.0

การประชุม AJBM กับโอกาสของไทยแลนด์ 4.0

17 ธันวาคม 2560

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับญี่ปุ่น มีประวัติอันยาวนานนับร้อยปี นับตั้งแต่มีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการด้วยการลงนามในปฏิญญาทางไมตรีและการพาณิชย์ ตั้งแต่ พ.ศ. 2430

โดย วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับญี่ปุ่น มีประวัติอันยาวนานนับร้อยปี นับตั้งแต่มีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการด้วยการลงนามในปฏิญญาทางไมตรีและการพาณิชย์ ตั้งแต่ พ.ศ. 2430

ที่ผ่านมาไทยและญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและราบรื่น ความร่วมมือของทั้งสองประเทศครอบคลุมทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และวัฒนธรรม เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของประเทศ ไทยได้มุ่งกระชับความสัมพันธ์ และความร่วมมือกับญี่ปุ่นให้พัฒนาไปสู่ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจ (Strategic and economic partnership) ซึ่งได้มีการสร้างเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือในด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่องตลอดมาในหลายมิติ

และในระหว่างวันที่ 22-24 พ.ย.ที่ผ่านมานี้ ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม Asean-Japan Business Meeting หรือ AJBM ขึ้นที่โรงแรมอนันตรา ราชดำริ กรุงเทพ โดยมี ดร.ทนง พิทยะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานคณะกรรมการจัดงาน ได้มีนักธุรกิจจากภาคเอกชนของญี่ปุ่นและกลุ่มประเทศอาเซียนเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ กว่า 300 คน ในหัวข้อความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนและญี่ปุ่น ผ่านการส่งเสริมการ ท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง

การประชุมนักธุรกิจระหว่างอาเซียนและญี่ปุ่น ASEAN-Janpan Business Meeting (AJBM) เป็นการประชุมระดับพหุภาคี ขับเคลื่อน โดยภาคเอกชนจากประเทศญี่ปุ่นและกลุ่ม ประเทศอาเซียน การประชุมครั้งแรกจัดขึ้นเมื่อ ปี 1974 (พ.ศ. 2517) ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ที่ริเริ่มโดยสมาคม Keizei Doyukai อันเป็นสมาคมที่มีบทบาทมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น ด้วยสมาชิกของ Keizai ประกอบด้วย ผู้บริหารระดับสูง ประมาณ 1,400 คน จากองค์กรขนาดใหญ่ 900 แห่ง โดยสมาชิกทุกคนมีแนวความคิดร่วมกันว่าผู้บริหารองค์กรควรมีบทบาทหลักในด้านต่างๆ ทั้งทางการเมืองเศรษฐกิจและสังคมการประชุมประจำปีของ AJBM มี Keizai Doyukai องค์กรสำคัญของภาคธุรกิจประเทศญี่ปุ่น เป็นตัวแทนฝ่ายญี่ปุ่น และสมาชิกประเทศอาเซียนที่ประกอบด้วยนักธุรกิจชั้นนำ 10 ประเทศ คือ บรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม ซึ่งจะหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพอย่างต่อเนื่องตลอดมา

การประชุมนี้ถือเป็นกลไกหลักในการสนทนา แลกเปลี่ยนความคิด และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างนักธุรกิจชั้นนำของญี่ปุ่น และประเทศอาเซียนในเรื่องต่างๆ ที่สำคัญ เช่น การส่งเสริมการค้า การลงทุน การพัฒนาความร่วมมือในเอเชีย การส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรบุคคล และการส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยี ทั้งนี้เพื่อให้การประชุมมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในระยะหลังจึงได้รับความร่วมมือจากองค์กร Japan External Trade Organization (JETRO) เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดประชุมด้วย

การประชุม AJBM กับโอกาสของไทยแลนด์ 4.0

ดร.ทนง ได้กล่าวถึง ประเด็นหารือที่สำคัญในการประชุมครั้งนี้ ประกอบด้วย "การท่องเที่ยวในฐานะเครื่องมือสนับสนุนอุตสาหกรรมบริการ" (Tourism as a Driver of Service Industry Promotion) และกลยุทธ์เกี่ยวกับ "งานสาธารณสุขกับโอกาสและศักยภาพด้านอื่นๆ ของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว" (Healthcare and Other Potenetial Opportunities of Tourism + Strategy) ซึ่งคาดว่าจะนำไปสู่การส่งเสริมความร่วมมือ การสร้างสัมพันธ์ที่ดี และการสนับสนุนที่มากขึ้น ในด้านการท่องเที่ยว และธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้องระหว่างประเทศญี่ปุ่นและอาเซียน รวมทั้งสมาชิกอาเซียนด้วยกันเอง ดร.ทนง กล่าวด้วยว่า การประชุม AJBM จะมีลักษณะพิเศษตรงที่เป็นการพบปะขององค์ธุรกิจ ไม่ใช่บริษัทเป็นผู้นำองค์กรธุรกิจในญี่ปุ่นกับประเทศต่างๆ ในอาเซียน ดังนั้นในการประชุมจะไม่คำนึงถึงว่าใครทำงานอยู่บริษัทอะไร ไม่เกี่ยวข้องกับนโยบาย และเราจะหาข้อหัวที่สร้างความร่วมมือทางธุรกิจ การสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ การออกความเห็นเสรี ทางด้านญี่ปุ่นมีองค์กรชื่อ Keizai Doyukai ซึ่งตั้งมานานแล้วนับ 100 ปี เป็นองค์กรที่มีผู้ประกอบการใหญ่ๆ เป็นสมาชิกทั่วประเทศเป็นหัวเรือใหญ่ในการจัดการประชุม ทำให้การประชุมนี้ได้ประโยชน์มาก

ผมเป็นประธานฝ่ายไทยขององค์กรนี้แบบเงียบๆ 6-7 ปี มาแล้วได้ไปประชุมในญี่ปุ่น และในประเทศต่างๆ มาตลอดเวลา มีความรู้สึกว่ามีการสร้างความสัมพันธ์ที่ไม่เหมือนกับการสร้างสัมพันธ์กับองค์กรธุรกิจโดยตรง แต่เป็นความสัมพันธ์ที่คุยกันแบบค่อนข้างเปิดเผย ถ้าจะทำธุรกิจก็คุยกันแบบเพื่อนฝูงจริงๆ ความสัมพันธ์เหล่านี้ก็แน่นแฟ้นขึ้นเรื่อยๆ

ดร.ทนง กล่าวต่อไปว่า ต่อมาการพัฒนาองค์กรก็เพิ่มขึ้นมาเมื่อประมาณ 4-5 ปีที่แล้ว โดย JETRO จะเข้ามามีบทบาทสนับสนุนการประชุมในวันที่ 2 ของการประชุม ใช้เวลาครึ่งวันของการประชุมวันที่ 2 โดยจะจัดกิจกรรมการประชุม เพื่อเสริมสิ่งที่เราทำและเชิญตัวแทนมาร่วม JETRO ทำเพื่อช่วยคนไทยที่สนใจจะไปลงทุนในญี่ปุ่น การที่มี JETRO เข้ามาร่วมทำให้กิจกรรมนี้ยกระดับขึ้นมาทันที อย่างปีที่แล้วมีการประชุมที่ฮอกไกโด JETRO ได้พาผู้เข้าประชุมไปเยี่ยมชม SME ของญี่ปุ่น โรงเรียนสอนการทำเกษตร ทำอย่างไรคนฮอกไกโดจึงมีความรู้เป็นผู้ประกอบการขึ้นได้อย่างไร ไปดูการท่องเที่ยวเกิดขึ้นอย่างไร ไปดูโรงงานมากมาย ซึ่งเกิดจาก SME ทั้งนั้น

เลยทำให้มีความหวังว่า ต่อไปการท่องเที่ยวไม่ได้อยู่ที่การท่องเที่ยวเท่านั้น แต่รวมไปถึงอุตสาหกรรมบริการทั้งหมด สิ่งที่นักท่องเที่ยวใช้จับจ่ายใช้สอย เช่น นักท่องเที่ยวซื้อไหมไทยก็ช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมไหมไทย ซื้อผลิตภัณฑ์ที่ชาวบ้านทำ เช่น ผลไม้อบแห้ง ผลิตภัณฑ์สินค้าพื้นเมืองต่างๆ การท่องเที่ยวไม่ได้จำกัดแค่การเที่ยว การท่องเที่ยวคือประสบการณ์ชีวิตแบบหนึ่ง การมาหาชีวิตแบบชนบทไทย แบบคนไทย แบบญี่ปุ่น แบบอินโดนีเซีย แบบประเทศต่างๆ สร้างอุตสาหกรรมตามมาเยอะมาก ตอนนี้จึงเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้เยอะมากของประเทศ

การประชุม AJBM กับโอกาสของไทยแลนด์ 4.0

เป้าหมายของการประชุม ในครั้งนี้ ดร.ทนง เชื่อว่าจะทำให้ผู้เข้าร่วมประชุมทุกคนเริ่มมองเห็นว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเปลี่ยนสภาพไปมากมาย สภาพที่หนึ่ง คือสภาพปกติที่มีอยู่ จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเยอะมาก และเพิ่ม สินค้าบริการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย สิ่งที่ตามมาคืออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวคือ อุตสาหกรรมสุขภาพ การท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพกลายเป็นหัวใจหลัก ตอนนี้คนมีเงินในต่างประเทศที่มารักษาในไทย ก็พาครอบครัวมาด้วย ถือโอกาสท่องเที่ยวในไทยไปด้วย อุตสาหกรรมเพื่อสุขภาพเริ่มโตเร็ว มีหลายโรงพยาบาลที่เริ่มมีนักนัก ท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง แล้วขยายมาเป็นเมียนมา บังกลาเทศ จีน ทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพโตเร็ว อุตสาหกรรมนี้เป็นคนที่มีเงินมาใช้จ่ายในประเทศ ผมมองว่าอุตสาหกรรมนี้ในไทยโตกว่าทุกประเทศในอาเซียน

อีกด้านหนึ่ง คือ อุตสาหกรรมทางเลือก พยาบาลเลือก การแพทย์ทางเลือก ซึ่งประเทศไทยมีความก้าวหน้า ซึ่งในการประชุมวันที่ 2 จะพาผู้เข้าร่วมประชุมไปเยี่ยมชมกิจกรรมแพทย์ทางเลือก เช่น สปา นอกจากนี้จะพาไปดูสถานีสนามไชย โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย สถานีที่สวยที่สุด ไปดูว่าเราพัฒนาสถานีรถไฟฟ้าไปเป็นศูนย์กลางท่องเที่ยวได้อย่างไร

ดร.ทนง เห็นว่าตัวเลขไม่ได้สำคัญ เพราะตัวเลขเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อยู่แล้วในทุกประเทศ หัวใจสำคัญคือ การสร้างเครือข่าย ความสัมพันธ์ของคนในอาเซียนเข้าด้วยกัน สิ่งเหล่านี้เราหวังว่าจะเพิ่มขึ้นตามมา ญี่ปุ่นก็จะนำของดีจากไทย จากอาเซียนกลับไป และปีหน้ามีการประชุมที่บาหลี และเราจะได้ความสำคัญของการพัฒนาการ ท่องเที่ยวซึ่งเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจ

จะเห็นได้ว่าผู้ที่เข้าประชุมในครั้งนี้ไม่ได้เป็นธุรกิจท่องเที่ยวเลย โดย Keizai Doyukai ส่งคนเข้ามา 40 กว่าคน มาร่วมประชุมก็เป็นคนที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวไม่กี่คน แต่คนอื่นจะเข้ามาดูอุตสาหกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว อุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการลงทุนที่จับคู่กันได้ หัวข้อการท่องเที่ยวเป็นเรื่องรอง การประชุมเชิงวิชาการ แต่การสังสรรค์ การรู้จักกับนักธุรกิจระหว่างกัน นำไปสู่การร่วมมือระหว่างกันได้ เช่น มีการชักชวน ช.การช่าง ไปร่วมทำน้ำประปาที่ฟิลิปปินส์ มีการแลกเปลี่ยนกันมากมายหลายอย่าง

ส่วนโอกาสที่ไทยจะเป็นศูนย์กลางท่องเที่ยวในอาเซียนมากน้อยแค่ไหน นั้นก็ต้องรู้ว่าการท่องเที่ยวขยายตัวโดยธรรมชาติของตัวเอง และไทยพยายามเน้นถึงความสำคัญ ตอนนี้เป็นช่วงพอดีที่การท่องเที่ยวช่วยสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจช่วยเหลือประชาชน ที่ลงไปถึงระดับรากหญ้า การท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมเดียวที่ลงไปถึงระดับรากหญ้า อุตสาหกรรมอื่นอยู่ข้างบน การส่งออกอยู่ข้างบน การท่องเที่ยวลงไปถึงทุกคน ผมมองว่าการท่องเที่ยวจะโตอีกมาก ในที่สุดทุกเมืองมีจุดเด่นของตัวเอง แต่ละเมืองมีวัฒนธรรมของตัวเอง แต่ละเมืองต้องสร้างและเอาจุดเด่นของตัวเองมาใช้ ความสนใจจากคนไทยด้วยกันเองก็จะเริ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ อาหาร สินค้าพื้นเมือง หรือศิลปวัฒนธรรม

ดร.ทนง บอกว่า ผมกำลังเฝ้าดูและเอาใจช่วยรัฐบาลว่า EEC จะเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีไปสู่ Hitech Industry จะทำได้สำเร็จเมื่อไรและอย่างไร ผมว่าต้องมี Model ที่ดีพอ ตอนนี้กฎหมายยังไม่ชัดเจน อุดมการณ์ชัดเจน วิธีการทำให้สำเร็จยังไม่ชัดเจน วิธีการนี้ต้องชัดเจน กฎหมายยังไม่สำเร็จ ต้องเห็นใจรัฐบาล การวางแผนยังไม่เสร็จดี แต่มีการทำ Road show ให้ทุกคนรู้จัก EEC รู้จัก Thailand 4.0 หมดแล้ว แต่ภาคปฏิบัติยังดึงออกมาไม่ได้

ญี่ปุ่นสนใจ EEC การที่ญี่ปุ่นเอาสมาชิก kei danren มาเยี่ยมชมพื้นที่ EEC ถึง 600 คนตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีชินโสะ อาเบะ ในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา และไทยจัดนักธุรกิจไทย 600 คนมา match กันเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เป็นการคุยกัน แต่การคุยกันและพาไปดู site EEC ใน 3 จังหวัด เป็นการไปดู site ของ logistics ทั้งสนามบิน ท่าเรือ เป็นหลัก จึงมีคำถามว่า ถ้ามีโรงงานจะให้ตั้งที่ไหน ตรงนี้ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน แต่กำลังมา เพราะต้องชี้พื้นที่เป็นนิคมอุตสาหกรรมไฮเทคที่ชัดเจน ตอนนี้กำลังวางกรอบใน 3 จังหวัด ถ้ามีความชัดเจนก็จะระดมการลงทุนได้มากขึ้น

ดร.ทนง กล่าวว่า การประชุม AJBM จัดมา 43 ครั้งแล้ว ความสัมพันธ์อาเซียนกับญี่ปุ่นและไทยกับญี่ปุ่นดีขึ้นเรื่อยๆ จากที่มีส่วนร่วมครั้งแรกมีผู้เข้าร่วมประชุม 100 กว่า ตอนนี้ 300 กว่า คนเริ่มเห็นความสำคัญ โดยเฉพาะมาประชุมแบบไม่เป็นทางการ แลกเปลี่ยนธุรกิจ ช่วยกันคิดว่าทำอย่างไรจึงจะแลกเปลี่ยนธุรกิจกันได้ มีการท่องเที่ยวระหว่างกันไปมาหาสู่กัน มีการสร้าง Connection และจะสร้าง Network ตามมา เป็นส่วนบุคคล ช่วยเหลือกัน ผมว่าทำได้ทั้งโลก อย่างเช่น อินโดจีน ลาว เมียนมา กัมพูชา แต่ก่อนไม่เข้ามาร่วมเพราะไม่มีงบ รัฐบาลไม่สนใจ ตอนนี้ก็เข้ามาร่วม ปีนี้เวียดนามไม่เข้าร่วม เพราะอาจจะมีปัญหา ต่างคนต่างช่วยกันรับผิดชอบในหน้าที่ที่ต้องช่วยกันสร้าง กัมพูชาเองก็เคยเป็นเจ้าภาพก็โตขึ้นเรื่อย ทุกคนก็ต้องการไปเที่ยว ทุกคนที่มาใช้เงินเอง

อย่างญี่ปุ่นในไทยที่เข้าร่วม Jetro ส่งมาบ้าง แต่ที่มาเองก็ 40 กว่าคน

ดร.ทนง ย้ำว่า ญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนไทย 30 กว่าปีมาแล้ว และยังลงทุนโดยรวมในไทยมากที่สุดในอาเซียน แต่การลงทุนใหม่ๆ เริ่มไปสนใจประเทศซึ่งต้นทุนต่ำลง คือ อินโดนีเซีย ตลาดใหญ่ และเวียดนาม เป็นจุดที่ย้ายการลงทุน แต่เป็นการลงทุนที่ใช้เทคโนโลยีซึ่งไม่เหมาะกับไทยแล้ว เช่น เสื้อผ้า รองเท้า ราคาถูกๆ เริ่มไปทำที่เวียดนาม ประเทศไทยต้องยกระดับสินค้าตัวเองขึ้นมาอีกแบบหนึ่งซึ่งก็หนีไม่พ้น เป็นทุกประเทศทั่วโลก

ถึงไม่มี EEC การลงทุนของญี่ปุ่นในไทยก็จะต้องมีการยกระดับเทคโนโลยีมากขึ้น เช่น โตโยต้าใช้เทคโนโลยี Robot มากขึ้น จากอุตสาหกรรมเดิม เพราะค่าแรงไทยเริ่มสูงขึ้น วิศวของไทยมีความรู้มากขึ้น โตโยต้ามี R&D ของตัวเอง ยกระดับเทคโนโลยีมากขึ้น เป็นไปตามธรรมชาติของอุตสาหกรรมที่ต้องมีการยกระดับเทคโนโลยีในการผลิตให้สูงขึ้น เพื่อให้สู้กับโลกได้

แต่อุตสาหกรรมใหม่ที่รัฐบาลอยากจะเป็นฐานในการผลิต Hiterch industry ในไทย สิ่งเหล่านี้ ยังต้องรอว่า ไทยมีทรัพยากรมนุษย์ให้นักลงทุนหรือไม่ ทรัพยากรมนุษย์ที่ว่านี้ ต้องเข้าใจ เรียนรู้ในสิ่งที่เขาทำ ของไทยมีแต่นักวิชาการจำนวนน้อย นักศึกษาเรียนจบไปก็ทำอะไรไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องมีที่ที่ให้นักศึกษาได้ฝึก ไทยยังใช้อุตสาหกรรมจักรกลขนาดเล็กที่ให้นักศึกษาซ่อม แต่อุตสาหกรรม โรบอทยังไม่มี

ญี่ปุ่นมีเทคโนโลยี เพราะทำอยู่แล้วในญี่ปุ่น แต่การที่จะย้ายฐานการผลิตมา ต้องมีทรัพยากรมนุษย์ด้านนี้รองรับ การที่จะย้ายคนญี่ปุ่นเข้ามาทำงานในไทยก็ไม่คุ้มค่า ไทยต้องสร้างสถานศึกษาในเรื่องเหล่านี้

ดร.ทนง มีความเห็นว่า นอกจากทรัพยากรมนุษย์แล้ว แต่ละงานไทยต้องมีศูนย์วิจัย ไทยไม่สนใจงานวิจัยในญี่ปุ่นทุกกระทรวงจะมี Research center ของตัวเอง ของไทยอาจจะมีเพียง กระทรวงการคลัง กับธนาคารแห่งประเทศไทยที่มี Research center แต่ Research center ที่ไทยต้องการคือ Research ด้านอุตสาหกรรม ไทยมีหลายสถาบันวิจัย แต่ไม่มีคนเพราะ ต้องใช้งบประมาณเยอะ เกาหลีใต้สร้าง KIST หรือ Korea Institute of Science and Technology เพียงแห่งเดียว รวมวิศวะที่เก่งจากต่างประเทศมาทำงาน ตอนนี้ KIST serve เอกชนทั่วประเทศ จากที่รัฐบาลช่วยกระตุ้นในช่วงแรก เป็นตัวสร้างงานวิจัยให้กับเอกชนทั้งหมด

R&D ของไทยควรมีงบประมาณอย่างต่ำ 1% ของจีดีพี ตอนนี้ยัง 0.5-0.6% ต่ำสุด 0.4% พยายามผลักดันมานาน แต่ก็ยังไม่สำเร็จ

ไทยมี TDRI แต่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ เรามี NECTEC แต่มีงบประมาณไม่พอและไม่เอาจริงเอาจัง

ไทยขาดนวัตกรรมเพราะขาดการวิจัยที่ต่อยอดสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ให้สามารถใช้งานในเชิงพาณิชย์ได้ เพราะนี่คือหัวใจของนวัตกรรม

นวัตกรรมต้องมี 1.สิ่งประดิษฐ์ มีคนคิดขึ้นมา 2.ต้องมีเทคโนโลยีทำให้เหมาะสม ให้สู้กับโลกได้ 3.มีสินค้าที่ลูกค้าต้องการซื้อแต่ไทยไม่มี ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งมาตลอด สินค้าเกษตร สินค้าเพื่อการบริการไทยได้ครบ 3 ข้อ แต่เมื่อเป็นอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง กลับพัฒนาไม่ผ่านจุดนี้ ต้องใช้คนและสามารถทำในสิ่งที่ลูกค้าต้องการด้วย

Thailand 4.0 ถ้าไม่มี 3 ข้อนี้พัฒนาได้ยาก และต้องยึดหลักนวัตกรรมให้ถูกต้อง แต่มีการคิดแยกกัน การออกแบบ การผลิต แยกกัน แล้วลูกค้าต้องการหรือไม่ ไม่รู้จึงต้องวิจัยและพัฒนาไปเรื่อย

ดร.ทนง ตบท้ายอย่างเอาใจช่วยว่า ไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาลปัจจุบันนี้จะเดินไปได้อย่างถูกทางและประสบความสำเร็จดังที่หวังได้ในอนาคต

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา