posttoday
‘อภิศักดิ์’ดันควบรวม ตั้งแบงก์แชมเปี้ยน

‘อภิศักดิ์’ดันควบรวม ตั้งแบงก์แชมเปี้ยน

16 ธันวาคม 2560

อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ประกาศนโยบายที่จะสนับสนุนธนาคารพาณิชย์ไทยยกระดับเป็น “แบงก์แชมเปี้ยน”

อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ประกาศนโยบายที่จะสนับสนุนธนาคารพาณิชย์ไทยยกระดับเป็น “แบงก์แชมเปี้ยน” โดยเตรียมที่จะออกประกาศเชิญชวนธนาคารพาณิชย์ในประเทศควบรวมกิจการ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในการแข่งขันกับธนาคารต่างประเทศ เพื่อบุกตลาดเออีซี  รวมถึงมีเงินทุนมากพอที่จะรองรับการปล่อยเงินกู้ให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่

อภิศักดิ์ กล่าวว่า กระทรวงการคลังมีแนวคิดที่จะออกประกาศเพิ่มแรงจูงใจให้ธนาคารของไทย ควบรวมเพื่อขยายฐานะกิจการให้เป็นแบงก์ขนาดใหญ่ หรือแบงก์แชมเปี้ยน ให้พร้อมออกต่อสู้และแข่งขันกับธนาคารต่างประเทศได้ เสริมการแข่งขันในเออีซี ซึ่งจะเป็นผลดีของธนาคารไทยในการพัฒนาระยะยาว เนื่องจากปัจจุบันธนาคารของไทยมีขนาดเล็ก ขณะที่บริษัทเอกชนขนาดใหญ่หลายแห่งไปลงทุนในต่างประเทศไม่สามารถขอสินเชื่อกับธนาคารได้ เพราะที่ผ่านมาบริษัทเอกชนมีอัตราการเติบโตไปมากกว่าธนาคารของไทย ส่งผลให้บริษัทขนาดใหญ่นี้ต้องไปขอสินเชื่อกับธนาคารต่างประเทศ แต่ถ้าธนาคารของไทยมีขนาดที่ใหญ่เพียงพอต่อการรองรับสินเชื่อบริษัทขนาดใหญ่ได้ การขอกู้ก็สามารถรองรับได้ และถือเป็นเรื่องที่ดี

รวมทั้งเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ และโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี ที่เริ่มจะเห็นการลงทุนมากขึ้นในปีหน้า

“ตอนนี้ยังไม่มีใครประสงค์จะควบรวม แต่เป็นแนวคิดที่มีกว่า 2 ปี ได้คิดเรื่องนี้มาตลอดว่าถ้าการที่ไทยต้องเข้าไปแข่งขันในเออีซี แล้วเราจะเล็กขนาดไหน ที่ผ่านมาเราเลือกแย่งเค้กก้อนเดียวกัน แต่แบงก์ต่างชาติอย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย เขาตั้งเป้าหมายเลยว่าในแต่ละปีจะออกไปแข่งขันกันในต่างประเทศเท่าไร ยังไง ถึงจะทำให้พอร์ตเขาใหญ่ขึ้น ซึ่งของเราก็ต้องออกไปทำแบบนี้บ้าง” อภิศักดิ์ กล่าว

ทั้งนี้ เตรียมเสนอเรื่องสิทธิประโยชน์ซึ่งจะเป็นมาตรการจูงใจให้ธนาคารของไทยควบรวมกิจการ เบื้องต้นจากแนวคิดจะให้สามารถนำค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการควบรวมมาหักภาษีได้ โดยรัฐบาลจะชดเชยให้ทั้งหมด เพื่อต้องการให้ธนาคารคิดว่าไม่มีต้นทุนในการควบรวม เช่น เมื่อควบรวมแล้วมีสาขาซ้ำกัน ระบบซ้ำกัน ซึ่งค่าใช้จ่ายตรงนี้รัฐบาลจะเข้าไปช่วยชดเชยผ่านมาตรการภาษีได้

อย่างไรก็ดี แนวคิดการควบรวมของธนาคารในไทย เป็นแนวคิดที่คิดมานานแล้ว และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผู้กำกับดูแลสถาบันการเงิน ก็ไม่ได้ขัดข้องกับแนวคิดดังกล่าวแต่อย่างใด

สำหรับแนวคิดการควบรวมให้ทำได้เฉพาะสถาบันการเงินที่เป็นธนาคารที่อยู่ในประเทศเท่านั้น ไม่ได้เปิดทางให้ธนาคารต่างชาติเข้ามาซื้อกิจการธนาคารของไทย เพราะเป็นแนวคิดเพื่อให้ธนาคารของไทยขยายฐานให้ใหญ่และออกไปแข่งขันกับธนาคารต่างชาติได้ ซึ่งธนาคารเองก็มีเงื่อนไขที่ว่าต้องคิดเรื่องการดำรงเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงด้วย ทำให้มองว่าถึงอย่างไรก็ต้องขยาย ถึงแม้จะปรับเป็นดิจิทัลก็ตาม แต่ถ้ายังมีขนาดเล็กอยู่ก็ไม่สามารถขยายฐานและแข่งขันกับต่างชาติได้

อย่างไรก็ตาม มาตรการจูงใจทางภาษีเป็นเพียงส่วนหนึ่งให้คิดที่จะทำ หากธนาคารมีวิธีอื่นที่สามารถขยายฐานสินทรัพย์ให้ใหญ่ก็สามารถดำเนินการได้ แต่ขณะนี้ยังไม่เห็นธนาคารใดที่มีแนวโน้มจะควบรวมหรือประสบปัญหาจนต้องควบรวม

“แบงก์อื่นเมื่อ 10 ปีที่แล้วยังมีขนาดเล็กกว่าแบงก์ของไทย แต่ตอนนี้บางแบงก์ใหญ่กว่าไทยมากถึง 2-3 เท่า ทำให้เชื่อว่าการสร้างแบงก์ไทยให้เป็นแชมเปี้ยนแบงก์น่าจะเป็นประโยชน์ แต่ในด้านนโยบายไม่ได้เป็นการไปบังคับ แต่จะมีสิทธิประโยชน์เพื่อจูงใจ ถ้าแบงก์ไหนคิดว่าพร้อม ก็ทำ” รมว.คลัง กล่าว

กอบศักดิ์ ดวงดี เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า เห็นด้วยกับแนวคิดของอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง แนวทางการควบรวมธนาคารนั้นเกิดขึ้นในหลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ ที่มีการควบรวมธนาคารให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อเพิ่มความสามารถในการปล่อยสินเชื่อ โดยปัจจุบันจากหลักเกณฑ์ ธปท. มีการจำกัดวงเงินการปล่อยสินเชื่อรายใหญ่ตามฐานทุนของธนาคารไว้ที่ 25% ของเงินกองทุน

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจว่าจะควบรวมธนาคารกันหรือไม่ ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์หรือโมเดลธุรกิจของแต่ละธนาคาร โดยการควบรวมไม่จำเป็นว่าธนาคารนั้นๆ จะมีปัญหาเสมอไป หรือธนาคารใหญ่จะมากลืนธนาคารเล็กเสมอไป แต่เป็นแนวทางที่เกิดประโยชน์ต่อระบบได้เหมือนกัน

“ในอดีตก็มีการควบรวมธนาคารธนชาตกับธนาคารนครหลวงไทยมาแล้ว ซึ่งเป็นประโยชน์ทำให้ทุนธนาคารนั้นใหญ่ขึ้น และลดต้นทุนธนาคารลงจากการรวมระบบ รวมทั้งมีเครือข่ายเพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้นแนวทางดังกล่าวก็น่าจะสร้างความเข้มแข็งของทุน
และการแข่งขันต่างประเทศได้ดีขึ้น” กอบศักดิ์ กล่าวธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า เห็นด้วยกับมาตรการของ รมว.คลัง ที่เป็นการเปิดประตูให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ทำให้ธนาคารที่กำลังมีกลยุทธ์ที่ตรงกันก็สามารถทำได้ โดยปัจจุบันเงินกองทุนขั้นที่ 1 (เทียร์ 1) ของ 19 ธนาคารที่จดทะเบียนในประเทศ เฉลี่ย 15.26% มูลค่า 1.84 ล้านล้านบาท และหากรวมเทียร์ 2 แล้ว จะมีฐานเงินกองทุนอยู่ที่  2.2  ล้านล้านบาท  หรือประมาณ 18.21%  

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน