
เคาะทีโออาร์ก๊าซปี'61
พลังงานคาดประกาศทีโออาร์แหล่งบงกช-เอราวัณ เดือน ก.พ. 2561 เตรียมถกหน่วยงานเกี่ยวข้อง
พลังงานคาดประกาศทีโออาร์แหล่งบงกช-เอราวัณ เดือน ก.พ. 2561 เตรียมถกหน่วยงานเกี่ยวข้อง
นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า ในวันที่ 16 ก.พ. 2561 เตรียมประชุมติดตามความคืบหน้าการประมูลแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณและแหล่งบงกชที่จะหมดอายุสัมปทานในปี 2565-2566 ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนเตรียมความพร้อมเพื่อเปิดประมูลหาผู้ประกอบการที่จะเป็นผู้ร่วมดำเนินการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมกับรัฐภายใต้ระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต (พีเอสซี) โดยจะมีการหารือ 5 ประเด็นสำคัญ เพื่อทำให้เกิดความชัดเจน ซึ่งจะเน้นการรักษาผลประโยชน์ของประเทศสูงสุดของประเทศ
ทั้งนี้ คาดว่าหลังจากการหารือครั้งนี้แล้วจะมีความชัดเจนเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ต่างๆ ในภายเดือน ม.ค. 2561 และคาดว่าจะสามารถออกหนังสือเชิญชวนร่างหลักเกณฑ์การประมูล (ทีโออาร์) ได้ในเดือน ก.พ. 2561 และมีความเป็นไปได้ว่าจะได้ผู้ชนะประมูลเร็วกว่าปกติที่ต้องใช้เวลาพิจารณานาน 7-8 เดือน เพราะหลักเกณฑ์ที่ตกผลึกแล้วอาจจะมีผลทำให้ขั้นตอนต่างๆ สามารถดำเนินการได้รวดเร็วมากขึ้น
สำหรับการประชุมร่วมกับหน่วยงานครั้งนี้จะมีการหารือใน 5 ประเด็น ดังนี้ 1.ข้อมูลปริมาณสำรองและปริมาณการผลิตในระดับความเป็นไปได้ต่างๆ กันในแหล่งที่คาดว่าจะมีก๊าซธรรมชาติ และแหล่งที่ยังไม่ได้มีการสำรวจ
2.การรื้อถอนแท่นผลิตปิโตรเลียมที่ไม่จำเป็นหรือไม่ต้องการเก็บ และการโอนแท่นที่ยังต้องการเก็บไว้ใช้งาน ค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนแท่นส่วนที่ยังต้องการเก็บไว้ใช้งาน รวมถึงหลักการและข้อตกลงสำหรับการโอนแท่นผลิต ค่าใช้จ่ายการรื้อถอน สำหรับแท่นผลิตที่ต้องการเก็บไว้ใช้งานระหว่างผู้รับสัมปทานปัจจุบัน รัฐ และผู้ชนะการประมูลภายใต้สัญญา พีเอสซี และการทำสัญญาการโอนดังกล่าว
3.มาตรการสนับสนุนให้ผู้รับสัมปทานปัจจุบันลงทุนเพื่อรักษาระดับการผลิตจนสิ้นสุดอายุสัมปทาน 4.มาตรการสนับสนุนให้ผู้ชนะประมูลภายใต้สัญญาพีเอสซีลงทุน เพื่อรักษาระดับการผลิตได้อย่างต่อเนื่องเมื่อเริ่มสัญญาใหม่ และ 5.หลักการเกี่ยวกับราคาก๊าซธรรมชาติและผู้ซื้อ จะกำหนดโครงสร้างราคาแบบใด
อย่างไรก็ตาม ช่วง 1 ปีของการทำงานของกระทรวงพลังงาน ได้กำหนดเป้าหมายการทำงานให้สำเร็จใน 3 เรื่องสำคัญ คือ 1.การเปิดประมูลแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณและแหล่งบงกชที่จะหมดอายุสัมปทานในปี 2565-2566 เพื่อให้การผลิตก๊าซของไทยมีความต่อเนื่องตลอดจนรักษาระดับกำลังการผลิตให้เพียงพอกับความต้องการใช้
2.ความชัดเจนเรื่องโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ และเทพา ที่กำลังเร่งรับฟังความเห็นประชาชนพร้อมกับการให้ข้อมูลอย่างรอบด้าน และ 3.แนวทางการเดินหน้าโครงการผลิตไฟฟ้าแบบติดตั้งบนหลังคา (รูฟท็อป) เสรี ที่อยู่ระหว่างพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้านเช่นกัน โดยทั้งหมดจะเป็นตัวชี้วัดการทำงานของกระทรวงว่าสอบผ่านหรือสอบตก ดังนั้นจะเร่งทำงานให้สำเร็จ เกิดความชัดเจน ตอบคำถามทุกฝ่ายได้
นายศิริ กล่าวถึงมาตรการช่วย ดูดซับน้ำมันปาล์มดิบ (ซีพีโอ) ว่า กระทรวงพลังงานได้ร่วมมือกับผู้ผลิตไบโอดีเซล (บี 100) และผู้ค้ามาตรา 7 ดำเนินการเก็บสำรองน้ำมันปาล์มดิบ โดยตั้งเป้าในการช่วยดูดซับน้ำมันปาล์มดิบให้ได้ 1-1.5 แสนตัน ภายใน 1 เดือนจากนี้ ซึ่งจะแบ่งการบริหารจัดการน้ำมันปาล์มดิบ โดยส่วนหนึ่งจะใช้ในการผลิตบี 100 จำนวน 5 หมื่นตัน ส่งผลให้กำลังการ ผลิตบี 100 เพิ่มขึ้นอีก 2 ล้านลิตร/วัน จากปัจจุบันผลิตได้ 4 ล้านลิตร/วัน เป็นระยะเวลา 1 เดือน ทำให้สต๊อกจะเพิ่มขึ้นอีก 60 ล้านลิตร ขณะที่อีก 5 หมื่นตันจะเก็บสำรองไว้เป็นซีพีโอ
ปัจจุบันมีการใช้น้ำมันปาล์มดิบอยู่ที่ 1.05 แสนตัน/เดือน โดยมีความต้องการใช้อยู่ที่ 3.9 ล้านลิตร/วัน แต่ผู้ผลิตบี 100 มีกำลังการผลิตเหลือที่สามารถดำเนินการได้ถึง 6.6 ล้านลิตร/วัน ส่วนการเก็บบี 100 ของถัง สามารถบรรจุได้ถึง 165 ล้านลิตร จากปัจจุบันที่มีการจัดเก็บอยู่ 92 ล้านลิตร
ด้านมาตรการระยะยาวกระทรวงพลังงานจะพยายามบริหารจัดการให้สามารถผลิตน้ำมันไบโอดีเซล บี 7 ได้ตลอดทั้งปซึ่งจะใช้น้ำมันปาล์มดิบจำนวน 1.2-1.3 ล้านตัน ขณะที่การบริโภคจะใช้เพียง 9 แสน-1 ล้านตัน







