posttoday
ลดความเหลื่อมล้ำกับบัตรคนจน

ลดความเหลื่อมล้ำกับบัตรคนจน

13 ธันวาคม 2560

ปิยะณัฐ อรัญเกษมสุขสำหรับประเทศไทย ตอนนี้สภาพเศรษฐกิจกำลังพยุงตัวขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเติบโตทางด้านสินค้าส่งออก การท่องเที่ยวและอื่นๆ อีกหลายด้าน ทำให้มีการปรับเป้าหมายการเติบโตของจีดีพีไปที่ 3.8% สำหรับปี 2560 แต่ผู้อ่านหลายท่านคงไม่ทราบว่าจริงๆ แล้วความมั่งคั่งทั้งหลายนั้นอยู่ในมือของคนแค่เพียงหยิบมือเท่านั้น ตัวเลขจาก "Credit Suisse's Global Wealth Report 2016" รายงานว่าประเทศไทยอยู่ในอันดับ 3 ของโลกในเรื่องความเหลื่อมล้ำของรายได้ ถ้าจะพูดกันให้เห็นภาพแบบชัดๆ ในเชิงตัวเลข ต้องบอกว่าความมั่งคั่งกว่า 58% ของประเทศไทยอยู่ในมือของคนจำนวนเพียง 1% เท่านั้น นั่นแปลว่าคนรวยก็รวยสุดๆ ซึ่งมีอยู่เพียงแค่บางกลุ่ม ส่วนคนจนก็จนสุดๆ แต่ก็มีคนจนเยอะแยะมากมาย

ปิยะณัฐ อรัญเกษมสุข

สำหรับประเทศไทย ตอนนี้สภาพเศรษฐกิจกำลังพยุงตัวขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเติบโตทางด้านสินค้าส่งออก การท่องเที่ยวและอื่นๆ อีกหลายด้าน ทำให้มีการปรับเป้าหมายการเติบโตของจีดีพีไปที่ 3.8% สำหรับปี 2560 แต่ผู้อ่านหลายท่านคงไม่ทราบว่าจริงๆ แล้วความมั่งคั่งทั้งหลายนั้นอยู่ในมือของคนแค่เพียงหยิบมือเท่านั้น ตัวเลขจาก "Credit Suisse's Global Wealth Report 2016" รายงานว่าประเทศไทยอยู่ในอันดับ 3 ของโลกในเรื่องความเหลื่อมล้ำของรายได้ ถ้าจะพูดกันให้เห็นภาพแบบชัดๆ ในเชิงตัวเลข ต้องบอกว่าความมั่งคั่งกว่า 58% ของประเทศไทยอยู่ในมือของคนจำนวนเพียง 1% เท่านั้น นั่นแปลว่าคนรวยก็รวยสุดๆ ซึ่งมีอยู่เพียงแค่บางกลุ่ม ส่วนคนจนก็จนสุดๆ แต่ก็มีคนจนเยอะแยะมากมาย

ยิ่งข้อมูลจากกรมบัญชีกลางเรื่องผู้ที่ขอมาขึ้นเป็นผู้มีรายได้ต่ำหรือคนจนมีจำนวนมากถึง 11.67 ล้านคน จากประชากรกว่า 67 ล้านคน ซึ่งคิดคร่าวๆ เป็นจำนวนถึง 17% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งเงื่อนไขหนึ่งของการขึ้นทะเบียนคนจน คือ ต้องมีรายได้ต่อปีต่ำกว่า 1 แสนบาท แต่ผู้เขียนอยากให้ระลึกไว้ว่า จีดีพีต่อหัวของประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 1.9 แสนบาท นั่นแปลว่า ผู้ที่ขึ้นชื่อว่าจนในประเทศไทยนั้นยังอยู่ห่างจากรายได้ขั้นพื้นฐานโดยเฉลี่ยของคนทั้งประเทศอยู่มาก

ความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้ที่ว่านี้จะทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจช้ากว่าที่ควรจะเป็น ให้ผู้อ่านคิดง่ายๆ ว่าถ้าเราผลักดันเศรษฐกิจด้วยคนเพียงกลุ่มเดียวเทียบกับการผลักดันจากทุกๆ คนทุกๆ กลุ่ม แบบไหนจะออกแรงน้อยกว่าและแบบไหนจะมีประสิทธิภาพและเสถียรภาพมากกว่ากัน ภาครัฐเองคงเล็งเห็นปัญหาที่ว่านี้แต่ยังไม่สามารถหา นโยบายไหนมาใช้ลดความเหลื่อมล้ำนี้ได้แบบชัดเจน และยังไม่มีการประกาศความคืบหน้าของการบ้านชิ้นนี้แบบเป็นรูปธรรม

สิ่งที่ภาครัฐทำได้ตอนนี้คือการเยียวยาคนจนในประเทศให้พอจะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นบ้างเพื่อปรับปรุงความเท่าเทียมกันในหลายๆ ด้าน นั้นคือจุดกำเนิดของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ประชาชนสามารถมาขึ้นทะเบียนเป็นผู้มีรายได้น้อยเพื่อรับบัตรไว้ใช้ซื้อสินค้าเพื่ออุปโภคและบริโภคได้ คุณสมบัติของผู้มีรายได้น้อยเช่น 1.ต้องมีสัญชาติไทย 2.มีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป โดยต้องเกิดก่อนวันที่ 16 พ.ค. 2542 3.ว่างงาน หรือมี รายได้ที่เกิดขึ้นในปี 2559 ทั้งสิ้นไม่เกิน 1 แสนบาท 4.ไม่มีทรัพย์สินทางการเงิน หรือถ้ามีทรัพย์สินทางการเงิน จะต้องมีจำนวนทั้งสิ้นไม่เกิน 1 แสนบาท ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง 5.ต้องไม่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ตามกฎหมาย หรือถ้าเป็นเจ้าของต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขว่ามีขนาดไม่เกินเท่าไรถึงจะรับได้

ตัวบัตรเองจะมีวงเงินไว้ใช้ซื้อสินค้าสินค้าเพื่ออุปโภคบริโภคที่จำเป็นในวงเงิน 200-300 บาท /คน/เดือน จากร้านธงฟ้าประชารัฐและร้านอื่นๆ ที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด และบางคนที่อยู่ในเขตที่สามารถใช้บริการขนส่งสาธารณะสามารถใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐชำระค่าเดินทางได้ในวงเงินถึง 500 บาท/คน/เดือน

นี่คือสิ่งที่รัฐคิดว่าน่าจะช่วยแบ่งเบาภาระของคนจน ซึ่งยังต้องพิสูจน์กันต่อไปว่าความช่วยเหลือในรูปแบบนี้สามารถทำให้คนจนรู้สึกได้ว่าสภาพความเป็นอยู่นั้นดีขึ้นจริงหรือไม่ ทั้งหลายทั้งปวงขึ้นอยู่กับการดำเนินการของภาครัฐในระดับภูมิภาคว่ามีความละเอียดและรอบคอบเพียงใด เครื่องรูดบัตร หรือที่เรียกกันติดปากว่า EDC (Electronic Data Capture) นั้น สามารถเข้าถึงร้านค้าในทุกๆ ชุมชนหรือไม่ ไม่ใช่มีแต่ร้านใหญ่ๆ ที่มีเครื่องรูดบัตร แต่ร้านเล็กๆ ในชุมชนกลับไม่มีทำให้คนจนต้องเสียค่ารถเดินทางกันมาเพื่อใช้สิทธิกันอีก และสินค้าในร้านที่ว่านั้นเป็นสินค้าเพื่ออุปโภคบริโภคที่จำเป็นจริงหรือเปล่า ไม่ใช่กลายเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยซึ่งผิดวัตถุประสงค์ของภาครัฐที่ตั้งไว้แต่แรก

อย่างที่บอกความสุขของคนนั้นวัดยากและใช้เวลาพิสูจน์พอสมควร แต่ที่ภาครัฐควรทำคือการหานโยบายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งต้องสามารถพิสูจน์ได้ในเชิงตัวเลขทางเศรษฐกิจ ซึ่งการหาทางเพิ่มรายได้ในกลุ่มผู้มีรายได้ต่ำคืออีกหนึ่งการบ้านที่ภาครัฐต้องไปขบคิด เพราะถ้ารายได้ของคนกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นตามจริงจะทำให้การจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศดีขึ้น ประชาชนมีความสุขและมีความเป็นอยู่ดีขึ้นจริงๆ และเงินนั้นได้มาจากฐานรายได้ของตนไม่ใช่เงินสนับสนุนจากภาครัฐทำให้เศรษฐกิจเกิดการหมุนเวียนจากฐานรากและมีความยั่งยืนในการพัฒนาต่อยอด

การสร้างงานสร้างอาชีพจากธุรกิจชุมชนหรือเอสเอ็มอี เป็นสิ่งที่ภาครัฐต้องให้ความสำคัญและต้องเข้าถึงรากหญ้าไม่ใช่เถ้าแก่ที่อยู่ตรงกลาง รวมถึงการพัฒนาภาคการศึกษาคือสิ่งที่ต้องลงให้ลึกและต้องกล้าที่จะสนับสนุนแบบเต็ม รูปแบบเพื่อพัฒนาคนรุ่นต่อไปของครอบครัวคนจนให้หลุดพ้นจากคำว่า "จน" ซะที อย่างที่สุภาษิตเขาว่าไว้ "ถ้าท่านให้ปลาแก่คนจน เขาจะมีปลากินเพียงแค่วันเดียว แต่ถ้าท่านสอนวิธีจับปลาให้เขา เขาจะมีปลากินตลอดชีวิต" n

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI