posttoday
ดอกเบี้ยโลกขึ้น แต่ไทยยังไม่ถึงเวลา

ดอกเบี้ยโลกขึ้น แต่ไทยยังไม่ถึงเวลา

11 ธันวาคม 2560

ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์แนวโน้มตลาดเงินโลกส่อเค้าผันผวนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่เข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปี 2560 จากสัญญาณการเคลื่อนไหวของค่าเงินหลายสกุลทั่วโลกรวมทั้งไทยที่ไหวไปตามค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลง หลังความเชื่อมั่นต่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ค่อยๆ เสื่อมลง

ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์

แนวโน้มตลาดเงินโลกส่อเค้าผันผวนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่เข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปี 2560 จากสัญญาณการเคลื่อนไหวของค่าเงินหลายสกุลทั่วโลกรวมทั้งไทยที่ไหวไปตามค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลง หลังความเชื่อมั่นต่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ค่อยๆ เสื่อมลง

อย่างไรก็ดี การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐ (เอฟโอเอ็มซี) ในวันที่ 12-13 ธ.ค.นี้ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ เชื่อมั่นว่าจะได้เห็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% เป็น 1.25-1.5% เป็นการปรับขึ้นครั้งที่ 3 ส่งท้ายปี ตอบรับพัฒนาการเศรษฐกิจสหรัฐที่มีแนวโน้มขยายตัวดี

สิ่งที่ต้องติดตาม คือ การส่งสัญญาณมุมมองเศรษฐกิจและแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐในปี 2561 จะเป็นอย่างไร ซึ่งเริ่มมีตัวแปรหลายอย่างเกิดขึ้น ทั้งการเปลี่ยนตัวประธานเฟด มาเป็น เจอโรม พาวเวลล์ และความชัดเจนนโยบายทรัมป์ ที่ทำให้เกิดความไม่แน่นอนในการดำเนินนโยบายการเงิน

แต่ไม่ว่าสหรัฐจะปรับขึ้นเร็วหรือช้า แต่ปี 2561 มีการคาดการณ์กันว่าต้องมีการขึ้นดอกเบี้ยต่อแน่นอน

การปรับขึ้นของดอกเบี้ยเฟดติดต่อกัน 3 ครั้งปีนี้ และเตรียมปรับขึ้นต่อเนื่องอีกในปีหน้า มีผลต่อนโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลก รวมทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่มีความท้าทายมากขึ้น โดยเฉพาะในประเทศไทย ที่มีสภาพเศรษฐกิจเฉพาะตัว ที่รัฐบาลกำลังผลักดันให้เศรษฐกิจในองค์รวมฟื้นตัวขึ้นให้ได้เต็มศักยภาพอีกครั้ง ต้องอาศัยนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเข้ามาช่วยสนับสนุน

ขณะเดียวกัน แนวโน้มอัตราผลตอบแทนในตลาดเงินกำลังปรับสูงขึ้นตามดอกเบี้ยที่แท้จริง รวมทั้งนักลงทุนและผู้ออมที่เริ่มมองหาช่องทางการลงทุนที่เสี่ยงขึ้นเพื่อเพิ่มผลตอบแทน (Search for Yield) เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นผลจากการที่คงดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานาน นับเป็นความเปราะบางหนึ่งของเศรษฐกิจ

ช่วงที่ผ่านมา พบว่าเศรษฐกิจไทยมีสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้นก็จริง แต่เป็นการเติบโตที่มีข้อกังขาว่าเป็นภาพลวงตาจากปัจจัยภายนอก หากส่งออกไม่เติบโตสูง เศรษฐกิไทยคงหนีไม่พ้นตัวเลข 3% เพราะการบริโภคภายในยังไม่แข็งแกร่ง การลงทุนเอกชนไม่ฟื้น อาศัยเพียงการลงทุนภาครัฐและท่องเที่ยวขับเคลื่อน

ฉะนั้น การที่จะเห็นคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับขึ้นดอกเบี้ยในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจฟื้นตัวไม่ชัดเจน คงเป็นเรื่องยาก

มุมมองนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ เชื่อว่า ธปท.ต้องรักษาอัตราดอกเบี้ยต่ำเพื่อพยุงและสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจต่อไป โดยคาดว่าจะคงดอกเบี้ยนโยบาย 1.5% ไปจนถึงสิ้นปี 2561 เพราะหากไปขึ้นดอกเบี้ยในช่วงที่ฟันเฟืองกำลังหมุน อาจจะเป็นการเตะตัดขาการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้

อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ปีหน้าไม่คิดว่าจะมีแรงกดดันให้ไทยลดดอกเบี้ย แต่จะเห็นแรงกดดันให้ขึ้นดอกเบี้ยมากขึ้น อย่างไรก็ตามอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยก็น่าจะคงที่ที่ 1.5% ตลอดทั้งปี เพื่อรักษาสมดุลการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในขณะที่เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ

"สำหรับต่างประเทศ สหรัฐ ชัดเจนว่าจะขึ้นดอกเบี้ย 3 ครั้ง ขณะที่ยุโรปส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยและลดการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย (คิวอี) โดยเมื่อดอกเบี้ยสหรัฐปรับขึ้นแซงหน้าดอกเบี้ยของไทย ก็มีโอกาสที่จะเห็นเงินไหลออกจากตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทยกลับไปสหรัฐสูงขึ้น" อมรเทพ กล่าว

ยังมีบางส่วนที่ เชื่อว่า ธปท.คงไม่สามารถทนให้ดอกเบี้ยนโยบายไทยต่ำกว่าดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐได้นาน เพราะผิดหลักความสมดุลของตลาดเงิน ประเทศที่มีอันดับเรตติ้งต่ำกว่าต้องมีการบวกค่าความเสี่ยงทำให้ดอกเบี้ยต้องสูงกว่า ไม่เช่นนั้น ตลาดเงินประเทศนั้นอาจปั่นป่วนได้

ตรรก บุนนาค ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา คาดว่า กนง.จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 1 ครั้ง อีก 0.25% ไปอยู่ที่ 1.75% ในไตรมาส 4 ของปี 2561 เพื่อไม่ให้ดอกเบี้ยไทยกับสหรัฐต่างกันมาก ซึ่งธนาคารกรุงศรีอยุธยา คาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค.นี้ 1 ครั้ง และปีหน้าขึ้นอีก 2 ครั้ง เป็น 1.75-2% ในสิ้นปี 2561

"เรามองว่า กนง.จะดำเนินนโยบายการเงินแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อดูแลเสถียรภาพควบคู่กับสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยให้เข้มแข็ง" ตรรก กล่าว

นอกจากนี้ เงินเฟ้อเริ่มทยอย ขยับขึ้นโดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุปสงค์ภายในประเทศ และ ธปท.ให้น้ำหนักมากขึ้นในประแด็นผลเสียจากภาวะดอกเบี้ยต่ำเป็นระยะเวลา นาน อาทิ เสิร์ชฟอร์ยิลด์ จึงมองว่า กนง.คงดอกเบี้ยต่ำที่ 1.5% ได้ไม่นานนัก ดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐอาจแซงหน้าไทยชั่วคราว จากนั้น ธปท.จะ ปรับดอกเบี้ยเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงิน

เช่นเดียวกับมุมมองของเจพีมอร์แกนและซิตี้กรุ๊ป ที่ต่างคาดการณ์ว่าในปี 2561 ประเทศพัฒนาแล้วจะปรับขึ้นดอกเบี้ยจากที่เคยเฉลี่ย 0.6% ไปเป็น 1% หรือมากกว่า เป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจเติบโตแข็งแกร่ง

เมื่อมาวิเคราะห์รายงานคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในการประชุมล่าสุดเมื่อวันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา ที่ กนง.มีมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ยนโยบาย 1.5% มีการส่งสัญญาณว่า

"ในระยะข้างหน้า อัตราแลกเปลี่ยนจะยังมีแนวโน้มผันผวนสูงจากความไม่แน่นอนในต่างประเทศเห็นควรให้ติดตามสถานการณ์ในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด"

"ยังต้องติดตามความเสี่ยงในบางจุดที่อาจจะสร้างความเปราะบางให้กับเสถียรภาพระบบการเงินได้ในอนาคต โดยเฉพาะพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น"

"การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในภาพรวมมีแนวโน้มชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะจากปัจจัยด้านต่างประเทศ ในขณะที่ยังต้องติดตามความเข้มแข็งของการฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศ รวมถึงพัฒนาการเงินเฟ้อ"

รายงาน กนง.สะท้อนว่า การดำเนินนโยบายการเงินให้ความสำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน คือ อัตราแลกเปลี่ยน เสถียรภาพการเงิน และภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งทั้งสามด้านนั้นต่างก็มีความเสี่ยงที่ผกผันกัน จึงเป็นความท้าทายของ กนง.เพราะดอกเบี้ยอย่างเดียวคงไม่ใช่คำตอบของทุกข้อ

ฉะนั้น จะให้ดอกเบี้ยไทยปรับขึ้นตามดอกเบี้ยนโยบายของประเทศยักษ์ใหญ่คงยาก เพราะการฟื้นตัวเศรษฐกิจไม่ได้เข้มแข็งเหมือนกัน ไทยยังมีปัญหาเศรษฐกิจภายในที่ต้องดูแล และมีหลายจุดที่เปราะบางต้องการการประคับประคอง

ถ้าไม่ถึงที่สุดจริงๆ คงไม่เห็น กนง.ตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในปี 2561 แน่นอน และมีความเป็นไปได้สูงจะ เป็นปีที่เห็นดอกเบี้ยนโยบายของไทยสวนทางกับดอกเบี้ยในตลาดโลก อีกครั้ง n

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา