
เงินบาททะยาน ทดสอบแข็งค่ารอบใหม่
....วารุณี สิทธิถาวร
ในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา (27 ก.ย.1 ต.ค. 2553) เงินบาทเริ่มต้นที่ระดับ 30.65 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากระดับ 30.69 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงปลายสัปดาห์ก่อน โดยเงินบาทเคลื่อนไหวตามทิศทางสกุลเงินภูมิภาคที่ได้แรงหนุนจากการอ่อนค่าของเหรียญสหรัฐฯ หลังข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอของสหรัฐฯ ทำให้มีการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจผ่อนคลายเชิงปริมาณเพิ่มเติมเพื่อหนุนเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวทำให้นักลงทุนมีการขายเหรียญสหรัฐฯ และหันไปถือครองสกุลเงินอื่นๆ มากขึ้น ส่งผลให้เงินเหรียญสหรัฐฯ ปรับตัวลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 8 เดือนเทียบตะกร้าสกุลเงิน และเป็นแรงส่งสำคัญที่หนุนให้สกุลเงินเอเชียและเงินบาทปรับแข็งค่าขึ้น
ขณะเดียวกันภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นที่ค่อนข้างคึกคักท่ามกลางปริมาณการซื้อขายที่หนาแน่นเป็นอีกปัจจัยที่หนุนให้เงินบาทที่ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 30.55 บาทต่อเหรียญสหรัฐ อย่างไรก็ดีในช่วงวันอังคารเงินบาทปรับตัวในกรอบแคบๆ ใกล้ระดับ 30.56 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
ส่วนหนึ่งเป็นผลจากเงินเหรียญสหรัฐเริ่มฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยและนักลงทุนเริ่มมีการขายทำกำไรเงินบาทออกมาหลังจากที่ปรับแข็งค่าขึ้นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา ขณะเดียวกันภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นที่เริ่มแผ่วลงท่ามกลางความกังวลต่อปัญหาในยุโรปที่กลับมาสร้างแรงกดดันให้ตลาดอีกครั้ง หลัง มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส มีการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือตราสารหนี้ของแองโกล ไอริช แบงก์ ลงสู่ระดับ BAA3 ซึ่งอยู่เหนือระดับลงทุนเพียง 1 ระดับ ส่งผลให้ค่าสเปรดอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของไอร์แลนด์กับเยอรมนีพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงและสกุลเงินในภูมิภาค
อย่างไรก็ดี เงินบาทยังคงรักษาช่วงบวกและปรับตัวได้ดีหากเทียบกับสกุลเงินภูมิภาค โดยอยู่ที่ระดับ 30.53 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงบ่ายวันอังคาร
ในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น โดยอยู่ที่ระดับ 30.51 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงเช้าวันพุธ โดยเป็นการปรับตัวตามสกุลเงินภูมิภาค ที่เช้านี้มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเป็นส่วนใหญ่ โดยมีปัจจัยบวกจากการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นเอเชียที่พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 2 ปี ประกอบกับแรงหนุนแนวโน้มการอ่อนค่าของเงินเหรียญสหรัฐที่ยังถูกกดดันจากความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจของประเทศ หลังดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐเดือน ก.ย. ร่วงสู่ระดับต่ำสุดนับจากเดือน ก.พ. อันเป็นผลจากตลาดแรงงานและภาวะธุรกิจที่มีแนวโน้มอ่อนแอลง
ทั้งนี้ ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่ค่อนข้างอ่อนแอกระตุ้นให้มีการคาดการณ์มากขึ้นว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะมีการประกาศมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบสองในการประชุมนโยบายการเงินครั้งต่อไป หรือวันที่ 3 พ.ย. ทำให้มีแรงขายเงินเหรียญสหรัฐออกมาและฉุดให้เงินเหรียญสหรัฐยังคงอ่อนค่าลงเทียบกับตะกร้าเงิน ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยหลักที่หนุนให้ค่าเงินเอเชียรวมทั้งเงินบาทปรับแข็งค่าขึ้นทดสอบระดับ 30.48 บาทต่อเหรียญสหรัฐในช่วงกลางสัปดาห์
ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีการเข้าแทรกแซงตลาดอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันไม่ให้เงินบาทปรับแข็งค่าเร็วเกินไป อย่างไรก็ดีเงินบาทยังคงเดินหน้าแข็งค่า โดยอยู่ที่ระดับ 30.40 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงเช้าวันพฤหัสบดี และยังคงเดินหน้าทำสถิติแข็งค่าที่สุดในรอบ 13 ปีครั้งใหม่ ที่ระดับ 30.30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงปลายสัปดาห์ โดยมีแรงหนุนจากตัวเลขเศรษฐกิจที่ดีในเอเชีย ทั้งข้อมูลการส่งออกของเกาหลีใต้ และรายงานจากสหพันธ์โลจิสติกและการจัดซื้อของจีนว่าดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อหรือ PMI ของจีนพุ่งเกินคาดในเดือน ก.ย. และยังเป็นการปรับตัวขึ้นเป็นเดือนที่ 19 ติดต่อกัน โดยข้อมูลดังกล่าวเป็นการยืนยันว่าเศรษฐกิจจีนยังคงมีความแข็งแกร่ง และยังเป็นกลไกหลักในการผลักดันเศรษฐกิจในภูมิภาคให้ปรับตัวได้อย่างแข็งแกร่ง จึงเป็นปัจจัยดึงดูดให้เงินลงทุนจากต่างประเทศยังคงไหลเข้าสู่ภูมิภาค และหนุนให้สกุลเงินเอเชียและเงินบาทมีโอกาสปรับแข็งค่าขึ้นต่อ เห็นได้จากเงินบาทที่ทะยานขึ้นสู่ระดับ 30.20 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงปลายสัปดาห์ แม้ ธปท. จะเข้าทำหน้าที่ในการดูแลการเคลื่อนไหวของเงินบาทอย่างต่อเนื่องก็ตาม
สัปดาห์นี้ (48 ต.ค. 2553) เงินบาทยังมีแนวโน้มปรับตัวในทิศทางแข็งค่า เนื่องจากยังไม่มีปัจจัยใหม่ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงทิศทางตลาด โดยมีกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทสัปดาห์นี้อยู่ในช่วง 30.1030.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ หลังปรับตัวในกรอบ 30.2030.83 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยการเคลื่อนไหวของเงินบาทมีแรงหนุนจากเงินเหรียญสหรัฐที่ยังมีแนวโน้มอ่อนค่าลง เนื่องจากนักลงทุนยังมองถึงโอกาสที่เฟดจะมีการดำเนินนโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะหากข้อมูลการจ้างงานภาคเอกชนและตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐ ที่จะประกาศในช่วงปลายสัปดาห์ออกมาย่ำแย่กว่าคาด จะยิ่งเป็นการ ย้ำมุมมองของตลาดถึงความจำเป็นที่ทางการจะดำเนินนโยบายการเงินในเชิงผ่อนคลายต่อไป อย่างไรก็ดียังต้องจับตาการเข้าแทรกแซงตลาดของ ธปท. รวมทั้งการขายทำกำไรระยะสั้นของนักลงทุน ที่อาจทำให้เงินบาทมีการแข็งค่าในอัตราที่ช้าลง







