
กลยุทธ์การลงทุนในหุ้นไทย ปี 2561
ธีระพงษ์ วชิรพงศ์ กรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวิจัย บล.ภัทร & CIO, Kiatnakin Phatra Financial Groupปี 2560 เป็นปีที่ดีอีกปีหนึ่งสำหรับตลาดหุ้นไทย โดยนับตั้งแต่ต้นปีดัชนีหุ้นไทย (SET Index) ที่ให้ผลตอบแทนรวม 14% สอดคล้องกับตลาดหุ้นโลกที่ปรับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่องถึง 22% สำหรับปี 2561 คาดว่าทิศทางตลาดการเงินมีโอกาสที่จะแตกต่างจากปี 2560 อย่างมีนัยสำคัญโดยมีประเด็นที่น่าติดตาม 3 ประเด็น
ธีระพงษ์ วชิรพงศ์ กรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวิจัย บล.ภัทร & CIO, Kiatnakin Phatra Financial Group
ปี 2560 เป็นปีที่ดีอีกปีหนึ่งสำหรับตลาดหุ้นไทย โดยนับตั้งแต่ต้นปีดัชนีหุ้นไทย (SET Index) ที่ให้ผลตอบแทนรวม 14% สอดคล้องกับตลาดหุ้นโลกที่ปรับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่องถึง 22% สำหรับปี 2561 คาดว่าทิศทางตลาดการเงินมีโอกาสที่จะแตกต่างจากปี 2560 อย่างมีนัยสำคัญโดยมีประเด็นที่น่าติดตาม 3 ประเด็น
ประเด็นแรก คือ เห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกแข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งน่าจะเป็นผลดี ต่อกำไรของบริษัทจดทะเบียน แต่ประเด็นที่ยังเป็นที่ถกเถียงกันคือ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ครั้งนี้จะนำไปสู่การฟื้นตัวของเงินเฟ้อ และกดดันให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องเร่งปรับนโยบายการเงินหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่กำลังปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย นอกจากนี้ การค่อยๆ ลดงบดุลของเฟดและการเตรียมลดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) อาจจะสร้างความไม่แน่นอนต่อทิศทางดอกเบี้ยระยะยาวอีกด้วยและการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยระยะยาวนี้จะส่งผลกระทบต่อมูลค่าหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมาอย่างมากนับตั้งแต่การเริ่มใช้คิวอี
ประเด็นที่สอง สำหรับประเทศไทย สิ่งที่นักลงทุนให้ความสนใจเป็นพิเศษในปี 2561 คือ การเตรียมจัดการเลือกตั้งทั่วไปซึ่งจะมีผลต่อ แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจ เสถียรภาพทางการเมือง นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ และการปฏิรูปที่สำคัญต่างๆ แม้ตลาดคาดหวังว่าการเลือกตั้งจะถูกจัดขึ้นช่วงปลายปี 2561 แต่ความเชื่อมั่นและท่าทีของภาคเอกชนก่อนการเลือกตั้งก็ถือเป็นปัจจัยสำคัญ ทั้งนี้ โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่หลายโครงการขึ้นอยู่กับความร่วมมือของภาครัฐและภาคเอกชน ดังนั้น ความเชื่อมั่นของภาคเอกชนจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของโครงการดังกล่าว
ประเด็นที่สาม เชื่อว่า การเกินดุลบัญชีเดินสะพัด อัตราแลกเปลี่ยน และการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยไทยเทียบอัตราดอกเบี้ยของสกุลเงินขนาดใหญ่ จะส่งผลกระทบต่างกันไปต่อกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ
สำหรับในปี 2561 เชื่อว่าอัตราดอกเบี้ย ระยะยาวจะค่อยๆ ปรับตัวขึ้น เช่นเดียวกับเศรษฐกิจในประเทศที่ค่อยๆ ฟื้นตัว และค่าเงินบาทน่า จะมีแนวโน้มแข็งค่าต่อไป เราคิดว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยน่าจะสามารถปรับตัวขึ้นได้ แต่สภาพคล่องโดยรวมที่น่าลดลงจากการถอนการ กระตุ้นทางการเงิน จะทำให้นักลงทุนในตลาดกลับมาให้ความสำคัญกับการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน
ปัจจุบันตลาดคาดว่าอัตราการเติบโตของกำไรของบริษัทจดทะเบียนจะปรับตัวขึ้นจาก 4% ในปี 2560 เป็น 11% ในปี 2561 โดยอุตสาหกรรม ธนาคาร พลังงาน และเคมีภัณฑ์จะเป็นตัว ขับเคลื่อนการฟื้นตัว เราคาดว่าการเติบโตของกำไรในปี 2561 น่าจะอยู่ที่ประมาณ 6% ซึ่งต่ำกว่าประมาณการของตลาดโมเมนตัมที่ดีขึ้นของกำไรน่าจะทำให้ SET Index น่าจะปรับตัวขึ้นสู่ 1,780-1,820 ณ สิ้นปี 2561 ได้
ปัจจัยสำคัญของการลงทุนปี 2561 คือ หุ้นที่ได้รับผลดีจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ในขณะที่การแข็งค่าของค่าเงิน และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอาจจะเป็นแรงกดดันให้กับบางกลุ่มอุตสาหกรรม (เช่น กลุ่มสื่อ) ในขณะที่กลุ่มธนาคารอาจได้รับผลกระทบจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ปัญหาการชำระหนี้ของกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) และผล กระทบเรื่องค่าธรรมเนียมที่ลดลงจากการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์
ดังนั้น เราให้น้ำหนักการลงทุนสูงกว่าตลาดในกลุ่มท่องเที่ยว กลุ่มค้าปลีกประเภทสินค้าจำเป็น และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เราให้น้ำหนักการลงทุนเท่าตลาด กลุ่มพลังงาน กลุ่มเคมีภัณฑ์ กลุ่มอาหาร และกลุ่มคมนาคม และเราให้น้ำหนักการลงทุนที่ต่ำกว่าตลาด ในกลุ่มวัสดุก่อสร้าง กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง กลุ่มโรงพยาบาลกลุ่มสื่อ และกลุ่มธนาคาร







