posttoday
แรงขายต่างชาติจะซาหลังผ่านกลาง ธ.ค.

แรงขายต่างชาติจะซาหลังผ่านกลาง ธ.ค.

05 ธันวาคม 2560

หลังไม่ผ่าน 1'730 จุด ดัชนีหุ้นไทยแกว่งออกด้านข้างมาเกือบ 2 เดือนแล้ว

หลังไม่ผ่าน 1'730 จุด ดัชนีหุ้นไทยแกว่งออกด้านข้างมาเกือบ 2 เดือนแล้ว

แต่ยังประคองตัวปิดเหนือ 1'700 จุด

การลงทุนในหุ้นปีนี้ให้ผลตอบแทนดีเกินคาดไปมาก ดัชนี MSCI เอเชียที่ไม่รวมญี่ปุ่นให้ผลตอบแทนสูงถึง 33% นำหน้าดัชนี MSCI World ที่บวกอยู่ 18%

ขณะที่ของบ้านเราที่แกว่งแคบช่วง 8 เดือนแรก เป็นม้าตีนปลาย วิ่งไล่กวดขึ้นมาเป็นบวก 15% แล้ว ก่อนพักฐาน

จึงไม่แปลกที่ผู้จัดการกองทุนต่างชาติจะทยอยขายทำกำไรเพื่อปิดสถานะ ก่อนหยุดยาวช่วงคริสต์มาส-ปีใหม่ โดยขายสุทธิตั้งแต่ต้นเดือน พ.ย. กว่า 2 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ คาดว่าแรงขายต่างชาติจะเบาบางลง เมื่อเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของเดือน ธ.ค. สวนทางกลับแรงซื้อกองทุน LTF/RMF จะเร่งตัวขึ้นก่อนสิ้นปี

ปีนี้ผู้ลงทุนยังซื้อกองทุนประหยัดภาษีน้อย แต่ด้วยเงื่อนเวลาที่งวดลงทุกขณะ คงต้องเร่งซื้อ LTF/RMF ก่อนสิ้นปี

แม้ต้องถือ 7 ปี ปฏิทินสำหรับ LTF ยังแนะนำให้ผู้ลงทุนที่มีฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 10% ขึ้นไป ควรใช้สิทธิลดหย่อนนี้

เศรษฐกิจไทยกำลังเร่งตัวขึ้น คาดว่าจะขยายตัวเฉลี่ย 4.3% ต่อปี ในช่วง 3 ปีข้างหน้า ซึ่งจะช่วยหนุนให้กำไรของบริษัทจดทะเบียนขยายตัวเฉลี่ยใกล้ 10% ต่อปี ในช่วงดังกล่าว Valuation หุ้นไทยจะดูถูกลง

ราคาน้ำมันเฉลี่ยที่มีแนวโน้มสูงกว่าที่เคยประเมินยังช่วยหนุนผลดำเนินงานของหุ้นกลุ่มพลังงานอีกทางหนึ่งด้วย

ความต้องการใช้น้ำมันถูกปรับประมาณการขึ้น หลังเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าที่ได้เคยคาดกันไว้ ขณะที่กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันทั้งในและนอกโอเปกได้ขยายข้อตกลงปรับลดกำลังผลิตน้ำมัน 1.8 ล้านบาร์เรล/วัน ออกไปถึงสิ้นปี 2561

หุ้นกลุ่มพลังงานจึงดูน่าสนใจมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น PTT PTTGC ESSO SPRC เป็นต้น

น่าสังเกตว่าหุ้นขนาดใหญ่ที่อยู่ใน SET50 ดูแข็งกว่าหุ้นขนาดกลาง เนื่องจากเป็นเป้าหมายการเข้าซื้อของกองทุน LTF ก่อนสิ้นปี เช่น กลุ่มธนาคารที่ได้ผลดีจากการเร่งตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งจะหนุน สินเชื่อ ลดแรงกดดัน NPL ขณะที่ PE ปีหน้าไม่แพงอยู่ที่ 10x

ทีมวิเคราะห์ธนชาตชอบ KBANK (คาดกำไรโต 17-24% ปี 2018-2519) และ TMB (คาดกำไรโต 18-19% ปี 2018-2519) ที่ส่งสัญญาณตั้งสำรองลดลงในปีหน้า และ KKP (ปันผลสูง 8% ปี 2017-2518)

ผมยังคงมุมมองที่ว่าหุ้นไทยแค่พักฐานชั่วคราว เนื่องจากเศรษฐกิจไทยที่ค่อยๆ เร่งตัวขึ้น จะช่วยหนุนผลประกอบการ ขณะที่อัตราดอกเบี้ยบ้านเรายังมีแนวโน้มทรงตัวไปอีกอย่างน้อยจนถึงไตรมาส 3 ปีหน้า จากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดค่าพี/อี ปีหน้าของตลาดหุ้นไทยยังไม่แพง

สัปดาห์นี้ตลาดได้คาดการณ์อย่างกว้างขวางแล้วว่า ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% แต่ยังติดตามแถลงการณ์หลังการประชุม เพื่อประเมินสปีดการขึ้นดอกเบี้ยในระยะถัดไป

นอกจากนั้น ยังต้องติดตามร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีของสหรัฐ หากมีผลจริงในปีหน้าอาจทำให้จังหวะการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดเร็วขึ้น ซึ่งจะหนุนเงินดอลลาร์สหรัฐให้แข็งค่าขึ้นในทางกลับกันบาทจะอ่อนค่าลง

เศรษฐกิจสหรัฐที่ขยายตัวดีขึ้นจะหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ภาคส่งออกและท่องเที่ยวไทยจะพลอยได้อานิสงส์ไปด้วย

โดยสรุปยังมองตลาดหุ้นแค่พักฐาน เพื่อรอจังหวะแกว่งขึ้น

หุ้นไทยมีความเสี่ยงต่ำที่ตลาดจะปรับฐานแรง หากจะเกิดน่าจะมาจากปัจจัยที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายของคนส่วนใหญ่

ผมยังคงมุมมองบวกต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย

BEAUTY CPN ESSO SAWAD อาจเผชิญแรงขายทำกำไร หลังจากปีนี้วิ่งมายาว แต่มองเป็นโอกาสซื้อหุ้น เพื่อรับโอกาสที่หุ้นจะแกว่งขึ้นในระยะถัดไป เนื่องจากธุรกิจยังมีแนวโน้มดี Valuation ยังถูก

ด้านหุ้นปันผลที่น่าสนใจ แนะ LH TTW KKP เป็นต้น

ทั้งนี้ ควรศึกษาบทวิเคราะห์รายหุ้นก่อนตัดสินใจลงทุน ผ่านแอพพลิเคชั่น Think ที่พร้อมให้ดาวน์โหลดแล้ววันนี้ ทั้งในระบบ iOS และ Android

ดาวโหลดที่นี่ https://goo.gl/BhhePK

พบกันใหม่สวัสดีครับ

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา