posttoday
เอสเอ็มอีไม่ฟื้น ตามเศรษฐกิจ

เอสเอ็มอีไม่ฟื้น ตามเศรษฐกิจ

07 ธันวาคม 2560

ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์เมื่อเห็นตัวเลขเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ออกมาที่เติบโตถึง 4.3% สร้างความพอใจให้รัฐบาลและหลายภาคส่วนที่ได้เห็นผลลัพธ์จากความพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจมาตลอด แต่มีอีกจำนวนไม่น้อยประหลาดใจ เพราะรู้สึกว่าบรรยากาศที่ประสบกับตัวเองไม่ได้ดีถึงขนาดนั้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี)

ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์

เมื่อเห็นตัวเลขเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ออกมาที่เติบโตถึง 4.3% สร้างความพอใจให้รัฐบาลและหลายภาคส่วนที่ได้เห็นผลลัพธ์จากความพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจมาตลอด แต่มีอีกจำนวนไม่น้อยประหลาดใจ เพราะรู้สึกว่าบรรยากาศที่ประสบกับตัวเองไม่ได้ดีถึงขนาดนั้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี)

ทั้งนี้ เป็นเพราะเศรษฐกิจที่ขยายตัวสูงเป็นการเติบโตกระจุกที่ภาคการส่งออกและเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพที่สามารถอาศัยช่วงจังหวะที่กำลังซื้อของตลาดโลกฟื้นตัว พาธุรกิจเข้าไปรับอานิสงส์ได้ทัน โดยเฉพาะในประเทศเพื่อนบ้าน กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม (ซีแอลเอ็มวี) ที่ความต้องการสินค้าไทยเติบโตสูง

เศรษฐกิจที่เติบโตในรอบปีนี้เป็นการเติบโตจากภายนอกเป็นหลัก

ส่วนธุรกิจเอสเอ็มอีไทยส่วนใหญ่หรือประมาณ 80% ผลิตสินค้าเพื่อขายให้คนภายในประเทศเป็นหลัก การบริโภคภายในประเทศซบเซา เอสเอ็มอีก็เหงาไปด้วย จึงไม่ค่อยรู้สึกถึงเศรษฐกิจที่เติบโตดี สะท้อนภาพให้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า การเติบโตของเศรษฐกิจครั้งนี้ยังไม่กระจายตัวลงสู่ระดับชนชั้นกลางถึงฐานรากได้เท่าที่ควรจะเป็น

ตัวเลขเศรษฐกิจของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) บ่งชี้ถึงกำลังซื้อระดับฐานรากยังไม่ฟื้น อาทิ ภาคเกษตร ที่พบว่าผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) ภาคเกษตร ขยายตัวถึง 9.9% ในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา แต่รายได้ภาคเกษตรกลับหดตัว 2.6%

ยอดขายของธุรกิจเอสเอ็มอีที่อยู่ในภูมิภาคนั้นๆ ชะลอตัวตามรายได้ภาคเกษตรที่ลดลงโดยตรง เพราะเกษตรกรรายได้ลดเป็นตัวกดดันกำลังซื้อในภูมิภาค ขณะเดียวกันแรงงานนอกภาคเกษตรหรือกลุ่มมนุษย์เงินเดือนก็ไม่มีแนวโน้มที่จะได้ปรับขึ้นค่าแรงสูงมาก เพราะธุรกิจขนาดกลางที่จ้างงานไม่อยากเพิ่มต้นทุน ส่วนธุรกิจขนาดใหญ่มีทางออกในการลดต้นทุนด้านแรงงานด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้

สอดคล้องกับ ดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ระบุว่า ในไตรมาส 3 รายได้นอกภาคเกษตรกรรมค่อนข้างทรงตัว แม้ว่าภาคการส่งออกและการลงทุนจะขยายตัว และเมื่อดูจำนวนการจ้างงานในบางอุตสาหกรรมพบว่าค่อนข้างคงที่สวนทางการส่งออกและลงทุนที่ขยายตัว ซึ่งสะท้อนว่าภาคอุตสาหกรรมเริ่มนำเครื่องจักรหรือระบบอัตโนมัติมาใช้แทนแรงงานคนมากขึ้น

ยังไม่ได้กล่าวถึงปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง แม้มีแนวโน้มลดลง แต่ประชาชนยังต้องมีภาระหนี้ที่ต้องรับผิดชอบ ซึ่งปัจจัยทั้งจากรายได้ของประชาชนทั้งภาคเกษตรและนอกภาคเกษตรที่ไม่เพิ่มขึ้น รวมทั้งภาระหนี้ที่มีอยู่ ล้วนกดดันกำลังซื้อภายในประเทศโดยสิ้นเชิง

ปัญหาดังกล่าวรัฐบาลก็มองเห็นเช่นกัน จึงได้มีการพยายามออกมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยผ่านโครงการสวัสดิการแห่งรัฐ แจกบัตรสวัสดิการ เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย แต่มาตรการนี้ก็ช่วยได้เพียงประคับประคอง พยุงให้คนที่อัตคัดพอใช้ชีวิตอยู่ได้ ไม่ได้ช่วยให้ใช้จ่ายเพิ่มเป็นเงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจมากนัก อีกทั้งวงเงินถูกแบ่งออกเป็นค่าใช้จ่ายในหมวดที่จำเป็น เช่น ค่ารถ ไม่ได้เป็นเงินสดมาซื้อสินค้าตามร้านค้าของธุรกิจเอสเอ็มอี

อีกมาตรการหนึ่งที่รัฐบาลเข็นออกมาหวังช่วยกระตุ้นการบริโภค คือมาตรการช็อปช่วยชาติที่เพิ่งสิ้นสุดเมื่อวันที่ 3 ธ.ค.ที่ผ่านมา มาตรการนี้ผู้มีรายได้น้อยไม่ได้ประโยชน์เพราะเป็นการคืนภาษี คนได้ประโยชน์จึงเป็นคนที่มีรายได้ 2.6 หมื่นบาทขึ้นไป ก็พบว่าการจับจ่ายใช้สอยเพื่อคืนภาษีนั้น เป็นสินค้าที่ซื้อตามปกติเพียงแต่ขอใบกำกับภาษีเพิ่ม ไม่ได้จับจ่ายใช้สอยมากขึ้น เพราะกำลังซื้อมีจำกัด แต่ก็นับว่ามาตรการดังกล่าวช่วยสร้างบรรยากาศให้พอคึกคักได้

อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ได้กล่าวถึงสถานการณ์ดังกล่าวไว้ในทฤษฎี "ถั่วต้ม" คือ มนุษย์เงินเดือนไม่ซื้อของ คนรู้สึกไม่มั่นใจในอนาคต ทำให้ของถูกขายยาก แต่ของแพงขายง่ายเพราะคนมีกำลังซื้อสูงยังมั่นใจในการใช้จ่าย ฉะนั้น จึงเห็นภาคเอสเอ็มอีกระทบมากกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ เพราะระดับบนโตได้ แต่ระดับล่างคนค่อนข้างระมัดระวัง

ดังนั้น ภาพรวมเอสเอ็มอีในปี 2560 จึงเป็นปีที่เหนื่อยและหืดขึ้นคอ ในการพยุงธุรกิจให้ฝ่าฟันมรสุมที่ยังไม่จางหายไป ไม่ได้รับอานิสงส์จากภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น

อย่างไรก็ดี เอสเอ็มอีรอความหวังในปี 2561 ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นปีที่เศรษฐกิจน่าจะสดใสอย่างเห็นได้ชัด มีการประมาณการจีดีพีในปี 2561 มีแนวโน้มเติบโตสูงกว่า 4% ดีกว่าปีนี้

สิ่งที่ต้องติดตาม คือ จีดีพีที่ เติบโตสูงนั้น จะ ส่งผ่านมายังประชาชนฐานรากได้เมื่อใด และมากน้อยแค่ไหน เพราะเมื่อใดการบริโภคประชาชนฟื้น ก็จะส่งผลดีให้ธุรกิจ เอสเอ็มอีของประเทศฟื้นตัว ไปด้วย

ระหว่างนี้รัฐบาลจึงมีมาตรการช่วยเหลือประชาชนระดับฐานราก ควบคู่ไปกับการผลักดันโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานออกมาให้เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด เพื่ออาศัยช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นตัว เติมกลไกสนับสนุนเข้าไปเป็นแรงส่งให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจติดเครื่องให้จงได้

และหากรัฐบาลมีความชัดเจนในการเลือกตั้งปลายปีนี้ น่าจะเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจคึกคักยิ่งขึ้นจากกิจกรรมที่จะมีขึ้นต่อเนื่องหลังจากประกาศการเลือกตั้ง ขณะเดียวกันเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติเห็นโรดแมปชัดเจนของไทย กล้าที่จะเข้ามาลงทุนมากขึ้น

ส่วนเอสเอ็มอีจะฟื้นตัวได้หรือไม่ ต้องดูว่าเศรษฐกิจที่เดินเครื่องแล้วจากด้านบนจะสามารถส่งผลให้ เติบโตกระจายมาถึงฐานราก มาถึงการจ้างงานเพิ่มขึ้น และรายได้ประชาชนเพิ่มขึ้นหรือไม่ รวมทั้งเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทในภาคการผลิตจะกดดันการขึ้นค่าจ้างแรงงานหรือไม่ และที่สำคัญคือ รายได้ภาคเกษตรจะฟื้นตัวกลับมาดี ผันแปรมาเป็นการจับจ่ายใช้สอยที่คึกคักหรือไม่ เหล่านี้ล้วนเป็นคำถามที่รอคำตอบในปีหน้า

อย่างไรก็ดี ตัวธุรกิจเอสเอ็มอีเองก็ไม่ควรจะรอแต่ปัจจัยอื่นเข้ามาสนับสนุน แต่ควรจะต้องย้อนกลับมาดูว่าธุรกิจของตัวเองมีประสิทธิภาพเพียงพอหรือยัง แข่งขันได้หรือไม่ ควรหาช่องทางในการลดต้นทุนสินค้า ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ ใส่ความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ เพื่อผลิตสินค้าหรือบริการที่โดดเด่น เป็นที่ต้องการของตลาด

ขณะนี้หลายองค์กรทั้งภาครัฐและสถาบันการเงินตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาหรือศูนย์วิจัยเอสเอ็มอี ซึ่งหากธุรกิจคิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไร ก็สามารถเดินเข้าไปขอคำแนะนำจากหน่วยงานเหล่านี้ได้ อย่างน้อยก็ได้ไอเดียใหม่ๆ เข้ามาปรับปรุงธุรกิจของตัวเองให้เข้มแข็งขึ้น สามารถฝ่าฟันอุปสรรคจากปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน

อย่ามัวแต่รอฟ้าฝน รอเศรษฐกิจดี ซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ มาคิดได้ สุดท้าย...อาจปรับตัวไม่ทันการณ์ n

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI