posttoday
บาทแข็งฉุดเศรษฐกิจไทยจริงหรือ

บาทแข็งฉุดเศรษฐกิจไทยจริงหรือ

07 ธันวาคม 2560

ดร.ธนิต โสรัตน์รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทยที่ผ่านมาเงินบาทแข็งค่ากลายเป็นที่สนใจ สะท้อนถึงการตื่นตัวรับรู้ด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศของสื่อและคนไทยดีขึ้นในระดับหนึ่ง เพราะก่อนหน้านี้จะมีเพียงผู้ส่งออกและนักเศรษฐศาสตร์ออกมาให้ความเห็น ประเด็นคือปีนี้เงินบาทเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐในช่วงครึ่งปีหลังแข็งค่ามาตลอด แต่ไม่ได้แข็งที่สุดในรอบ 4 ปี อย่างที่เป็นข่าว เพราะค่าเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 34.06 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับปีที่แล้วค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 35.05 บาท

ดร.ธนิต โสรัตน์รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย

ที่ผ่านมาเงินบาทแข็งค่ากลายเป็นที่สนใจ สะท้อนถึงการตื่นตัวรับรู้ด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศของสื่อและคนไทยดีขึ้นในระดับหนึ่ง เพราะก่อนหน้านี้จะมีเพียงผู้ส่งออกและนักเศรษฐศาสตร์ออกมาให้ความเห็น ประเด็นคือปีนี้เงินบาทเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐในช่วงครึ่งปีหลังแข็งค่ามาตลอด แต่ไม่ได้แข็งที่สุดในรอบ 4 ปี อย่างที่เป็นข่าว เพราะค่าเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 34.06 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับปีที่แล้วค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 35.05 บาท

คำถามว่าอัตราแลกเปลี่ยนเป็นปัจจัยสำคัญต่อการส่งออกหรือไม่ คงต้องมาดูสถิติที่ผ่านมาปีที่เงินบาทอ่อนค่ามากๆ เช่น ปี 2558 แต่การส่งออกกลับถดถอยถึงติดลบร้อยละ -5.78 ขณะที่ปีที่แล้วบาทอ่อนค่ามากที่สุดในรอบ 5 ปี การส่งออกกลับเป็นบวกแค่ร้อยละ 0.5 ซึ่งข้อมูลนี้สอดคล้องกับการศึกษาของธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกเป็นปัจจัยสำคัญมากกว่าอัตราแลกเปลี่ยนถึง 10 เท่า

การวิเคราะห์ว่าอัตราแลกเปลี่ยนแข็งค่าหรืออ่อนค่ามีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจคงจะมาดูแบบหวือหวาหรือใช้ความรู้สึกไม่ได้ เพราะเงินบาทในปีนี้เริ่มแข็งค่าในช่วงเดือน ต.ค. จนปัจจุบันมาอยู่ที่ระดับ 32.62 บาท แต่ตัวเลขส่งออกกลับสวนทางขยายตัวสูงสุดในรอบ 6 ปี สินค้าส่งออกในทุกคลัสเตอร์ร้อยละ 84 ล้วนเป็นบวก แม้แต่คำนวณอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทการส่งออกก็ยังขยายตัวได้ดี แต่ตัวเงินหายไปประมาณร้อยละ 3.12 ขณะที่ปีที่แล้วผู้ส่งออกได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนโดยเฉลี่ยร้อยละ 4.0

การกดดันค่าเงินบาทให้ไปทางไหน ต้องคำนึงว่าถึงแม้ว่าไทยจะเป็นประเทศส่งออกแต่ก็มีการนำเข้าที่สูงเช่นกัน เห็นได้จากสัดส่วนมูลค่าส่งออกต่อการนำเข้าประมาณ 52 ต่อ 48 ซึ่งตัวเลขไม่ได้ต่างกันมาก เงินบาทที่แข็งค่าทำให้ต้นทุนนำเข้าสินค้าอุปโภค-บริโภคลดลง ขณะที่อุตสาหกรรมส่งออกจำนวนมากมีการนำเข้าวัตถุดิบ การที่บาทแข็งค่ามีผลต่อต้นทุนการผลิตที่ลดลง แต่จะมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับสัดส่วนของการนำเข้า

สำหรับชาวบ้านเห็นได้ชัดคือราคาน้ำมัน ซึ่งราคาน้ำมันดิบโลกมีการปรับสูงขึ้นตั้งแต่ต้นปีสูงขึ้นถึงร้อยละ 9.06 ขณะที่เงินบาทแข็งค่าในช่วงเดียวกันประมาณร้อยละ 10.26 ทำให้ราคาน้ำมันที่ควรจะปรับไปตามราคาน้ำมันโลกกลับไม่ขยับมากนัก เห็นได้จากราคาน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลในช่วงที่ผ่านมาตั้งแต่ต้นปีขยับตัวเล็กน้อย

หน่วยงานราชการและเอกชนบางหน่วยออกมาพยากรณ์ว่า อัตราแลกเปลี่ยนจะไปทางโน้นทางนี้ เรื่องพวกนี้คงไม่ง่ายเช่นนั้น เพราะปัจจัยไม่ใช่อยู่ในประเทศ เนื่องจากเงินดอลลาร์เป็นเงินสกุลโลกขึ้นอยู่กับนโยบายของประเทศสหรัฐอเมริกา เช่น ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) จะมีการปรับดอกเบี้ยอีกกี่ครั้ง รวมไปถึงการเก็งกำไรในอัตราแลกเปลี่ยนที่สำคัญเกี่ยวกับความแปรปรวนของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ผ่านมาแค่ความมั่นคงในคาบสมุทรเกาหลีก็แย่พอแล้ว ช่วงนี้ยังไปแหย่รังแตนกรณีจะย้ายสถานทูตไปเมืองเยรูซาเล็ม ซึ่งอิสราเอลยึดมาหลายปี แต่พวกปาเลสไตน์ยังถือว่าเป็นเมืองของเขาและพวกประเทศมุสลิมออกมาต่อต้าน

ต้องเห็นใจคลัสเตอร์ส่งออกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน เช่น อุตสาหกรรมการเกษตรและเกษตรแปรรูป อุตสาหกรรมยานยนต์และส่วนประกอบ อัญมณีเครื่องประดับ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องนุ่งห่ม ผลไม้กระป๋อง ฯลฯ อุตสาหกรรมเหล่านี้ตัวเลขล้วนถดถอยหรือถึงขั้นขาดทุน แต่ภาคส่งออกส่วนใหญ่ตัวเลขมีการขยายตัวทั้งในรูปเงินดอลลาร์และเงินบาท ซึ่งตรงนี้คงโทษว่าอัตราแลกเปลี่ยนเป็นสาเหตุของการถดถอยคงไม่ได้

ก่อนอื่นยอมรับว่าการที่บาทแข็งค่าสูงเป็นอันดับ 2 เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคมีเพียงเงินวอนของเกาหลีใต้ที่เป็นแชมป์ ขณะที่เงินริงกิตของมาเลเซียเทียบทั้งปีแข็งค่าสูงร้อยละ 9.10 จัดเป็นอันดับ 3 แต่ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาเงินมาเลเซียกลับมาแข็งค่าแซงหน้าเงินบาท ซึ่งในช่วงเดือนที่ผ่านมาบาทแข็งค่าร้อยละ 1.39 เหตุผลสำคัญนอกเหนือจากปัจจัยภายนอกเกี่ยวข้องกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของไทย

เห็นได้จากในช่วง 3 ปี ได้ดุลการค้าและเงินดุลสะพัดในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ทำให้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ เดือน ต.ค. สูงถึง 200,522 ดอลลาร์ เป็นตัวเลขสูงสุดในรอบ 10 ปี ทำให้เงินทุนสุทธิจากต่างชาติไหลเข้ามาในประเทศ เฉพาะตลาดทุนและตลาดพันธบัตรรวมกันกว่า 7 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่ลงทุนอยู่ในตลาดหุ้น เงินพวกนี้เป็นเงินร้อน เข้ามาทำกำไรระยะสั้น เป็นพวกขี้ตกใจหรือแกล้งตกใจ มีเหตุการณ์อะไรแม้เพียงเล็กน้อยเงินก็ไหลออก คงไม่มีผลอะไรมากนักต่อเศรษฐกิจไทยที่มีความแข็งแกร่ง ซึ่งเงินพวกนี้ก็จะไหลเข้า-ไหลออกช็อปปิ้งไปเรื่อยๆ ทำให้เงินบาทยังคงแข็งค่าสอดคล้องไปกับเงินอื่นๆ ในภูมิภาค

สำหรับเศรษฐกิจไทยอัตราแลกเปลี่ยนคงเป็นปัจจัยหนึ่ง ซึ่งมีผลทั้งบวกและลบ แต่ยังคงมีปัจจัยสำคัญจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งมีทิศทางที่ชัดเจน จะส่งผลเป็นนัยต่อการส่งออก ด้านในประเทศการลงทุนของรัฐปีหน้าเห็นว่ามีแผนต่อเนื่อง การลงทุนของเอกชนคงทยอยกลับมา แต่ชัดเจนคงต้องหลังเลือกตั้ง รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลเพื่อให้เกิดการบริโภค ปัจจัยเหล่านี้มีความสำคัญมากกว่าปัจจัยค่าเงิน และควบคุมแทบไม่ได้ เศรษฐกิจไทยวันนี้คงพึ่งพาเสถียรภาพของรัฐบาล ซึ่งคงไม่สะดุดขาตัวเองแค่ใส่นาฬิกายี่ห้อดังๆ ราคาเป็นล้าน...นะครับ n

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI