posttoday
หุ้นจีนและอินเดียปรับตัว

หุ้นจีนและอินเดียปรับตัว

08 ธันวาคม 2560

จิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ ผู้บริหารสายงานธุรกิจบริการไพรเวทแบงค์ธนาคารกสิกรไทยนับจากต้นปี หุ้นจีนและอินเดียปรับตัวขึ้นต่อเนื่องถึง 26% และ 28% ตามลำดับ แต่ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา กลับปรับตัวลดลง 7% และ 3.5% ตามลำดับ ในขณะที่หุ้นจากส่วนอื่นๆ ของโลกยังคงเดินหน้าปรับตัวขึ้นต่อ

จิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ ผู้บริหารสายงานธุรกิจบริการไพรเวทแบงค์ธนาคารกสิกรไทย

นับจากต้นปี หุ้นจีนและอินเดียปรับตัวขึ้นต่อเนื่องถึง 26% และ 28% ตามลำดับ แต่ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา กลับปรับตัวลดลง 7% และ 3.5% ตามลำดับ ในขณะที่หุ้นจากส่วนอื่นๆ ของโลกยังคงเดินหน้าปรับตัวขึ้นต่อ

กรณีของจีน มีหลายเรื่องที่กดดันตลาด ได้แก่ ทางการจีนเริ่มมีมาตรการที่เข้มงวดต่อระบบการเงินมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การตรวจสอบผลิตภัณฑ์ลงทุนที่ขายกับผู้มีสินทรัพย์สูง หรือ Wealth Management Product การเพิ่มอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสำหรับการกู้ยืมให้แก่ธนาคารพาณิชย์ ซึ่งตลาดตราสารหนี้ตอบรับด้วยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลจีน (อายุคงเหลือ 10 ปี) ปรับเพิ่มขึ้นมาสู่ระดับกว่า 4% (เพิ่มขึ้นกว่า 40 bps ภายในเดือนเดียว) ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนการกู้ยืมของบริษัทต่างๆ ตลอดจนตัวเลขเศรษฐกิจของจีนในช่วงที่ผ่านมาล้วนแล้วแสดงให้เห็นถึงการอ่อนลงของแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ อันเนื่องมาจากผลของมาตรการหลายเรื่องที่ทางการจีนบังคับใช้ในช่วงก่อนหน้า อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังมองว่าเศรษฐกิจจีนจะสามารถทรงตัวต่อไปได้

ในขณะที่ฝั่งอินเดีย ถึงแม้ว่า GDP ในไตรมาส 3 ของปีนี้จะขยายตัวต่อ แต่ก็ยังถือว่าชะลอตัวลงพอควร เมื่อเทียบกับการขยายตัวที่ระดับ 8% ในปี 2559 ทั้งนี้เป็นเพราะนโยบายยกเลิกธนบัตร 500 และ 1,000 รูปี เพื่อปราบปรามเงินนอกระบบในช่วงต้นปีที่ผ่านมา และนโยบายภาษีขายใหม่ (ลักษณะคล้ายกับระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม) ที่มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ก.ค. ทำให้เศรษฐกิจชะงักลงชั่วคราว ต้นทุนทางการเงินของบริษัทเริ่มสูงขึ้น ดังจะเห็นได้จากอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่แท้จริงที่สูงเป็นประวัติการณ์ ทำให้ตลาดเริ่มคาดว่าธนาคารกลางอินเดียอาจมีความจำเป็นต้องลดดอกเบี้ยอ้างอิงลงในเดือนนี้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัวลง (การปรับลดดอกเบี้ยน่าจะส่งผลดีต่อหุ้นได้)

ทั้งจีนและอินเดียถือเป็นประเทศแกนนำการเติบโตของโลก ปัจจุบันทั้งสองประเทศมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 (จีน) และอันดับ 7 (อินเดีย) ของโลก ซึ่งนักลงทุนจำเป็นต้องให้ความสำคัญ แต่การเติบโตต่อไปจำเป็นต้องเดินควบคู่ไปกับการปฏิรูปในด้านต่างๆ เพื่อความยั่งยืนในระยะยาว หุ้นจีนและอินเดียจึงอาจเกิดการชะลอตัวและผันผวนได้บ้างเป็นระยะๆ หากนักลงทุนต้องการลดความผันผวนที่อาจจะเกิดขึ้น สามารถกระจายการลงทุนในหลายประเทศ เช่น ลงทุนในกองทุนหุ้นเอเชีย หรือกองทุนหุ้นตลาดเกิดใหม่ที่เน้นในเอเชีย ซึ่งมีทั้งจีนและอินเดียเป็นส่วนประกอบที่สำคัญแทน

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI