
เราเป็นพวกเดียวกัน​?
ราวสองเดือนก่อน มีข่าวเล็กๆ ที่คนไม่ค่อยสนใจเท่าไร
ราวสองเดือนก่อน มีข่าวเล็กๆ ที่คนไม่ค่อยสนใจเท่าไร
เมื่อนักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่ง ตัดสินใจส่งข้อความ ซึ่งเป็นข้อมูล 33 นาที ไปยังกลุ่มดาวเคราะห์ที่ชื่อ GJ273 นอกระบบสุริยะจักรวาลที่ไกลจากกว่า 12.4 ปีแสง
GJ273 มีอีกชื่อว่า ดาวของไลเทน (Luyten’s star) เป็นดาวแคระแดง อยู่ในกลุ่มดาวหมาเล็ก เปล่งแสงสลัว มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น
การเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในงานนิทรรศการคลื่นโซนาร์เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน ด้วยแนวคิดจากคำถามที่ว่า “เราเป็นพวกเดียวในจักรวาลหรือไม่”
บนความเชื่อที่ว่าหากกลุ่มดาวดังกล่าวมีสิ่งมีชีวิตที่ทรงสติปัญหาเฉกเช่นมนุษย์ หรืออาจเหนือกว่ามนุษย์ โลกจะได้รับสัญญาณตอบกลับภายใน 25 ปีนับจากนี้
การค้นหาสิ่งมีชีวิตต่างดาวมีอยู่สองแนวทาง แนวทางแรกเรียกว่า (Search for Extraterrestrial Intelligence) หรือ SETI ซึ่งเป็นการดักฟังคลื่นสัญญาณของสิ่งมีชีวิต
และการส่งข้อความออกไปเพื่อให้อีกฝ่ายตอบกลับ หรือที่เรียกว่า Messaging Extraterrestrial Intelligence หรือ METI
เผินๆ ฟังดูแล้วเหมือนพล็อตหนังไซไฟที่ชวนให้ติดตามรอดูตอนต่อไป ว่าสุดท้ายแล้วฉากจบจะเป็นยังไง
ทว่า ยังไม่ทันไร ศาสตราจารย์สตีเฟน ฮอวคิงก์ นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ชื่อดัง ออกมากระตุกความฝันของบรรดาคนมองโลกในแง่ดี โดยเตือนข้อความที่ถูกส่งออกไปอาจได้รับการตีความผิด
ถึงขั้นหยิบยกไปเปรียบกับเหตุการณ์โคลัมบัสค้นพบอเมริกาที่ชนผิวขาว ซึ่งมีความเจริญมากกว่ากวาดล้างชนพื้นเมืองอเมริกัน ซึ่งอาจเป็นการชักศึกเข้าบ้าน
อีกปัญหาหนึ่งที่ ฮอวคิงก์ มองคือเราจะส่งข้อความอะไรออกไป เพื่อให้ข้อความนั้นแทนข้อความของคนทั้งโลก
เรื่องเหล่านี้ชวนให้คิดถึงภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์หลายเรื่องเมื่อพล็อตที่วางไว้นำเสนอในแง่มุมของ “สาร” ที่ส่งออกไปถึงสิ่งมีชีวิตนอกโลก ไม่อาจมีหลักประกันได้ว่าเนื้อหาดังกล่าวจะเป็นที่เข้าใจตรงกันทั้งสองฝั่ง
หลายเรื่องพยายามสื่อสารสอดแทรกไปกับกลไกทาง “คณิตศาสตร์” ที่ถูกมองว่าเป็นภาษาสากลของจักรวาล
แม้บางเรื่องการส่ง “สาร” ไปยังมนุษย์ต่างดาว จะถูกตีความและเข้าใจผิดว่าเป็นสารท้ารบ จนนำมาสู่สงคราม บู๊ล้างผลาญ ที่ต้องมีฮีโร่ไปช่วยสะสาง
คล้ายกับสิ่งที่ ฮอวคิงก์ เป็นห่วง ซึ่งเราไม่มีหลักประกันใดๆ ได้เลย
ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องความมีอยู่จริงของสิ่งมีชีวิตนอกโลกที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยันได้ชัดเจน ดังนั้น การมองไปยังประเด็นความมีอยู่จริงของสิ่งมีชีวิตที่ทรงสติปัญญาเฉกเช่นมนุษย์หรือเหนือกว่ามนุษย์ ทุกวันนี้จึงยังมืดบอดจนยากจะคาดเดาได้
หรือต่อให้มีสิ่งมีชีวิตที่ทรงสติปัญญาอยู่จริง แต่ก็ใช่ว่าเขาจะสามารถรับ “สาร” ที่มนุษย์โลกพยายามส่งไปถึงได้ หรือหากรับ
ได้จริงแล้ว แล้วมนุษย์ต่างดาวส่งข้อความ
กลับมายังโลกมนุษย์ มนุษย์จะสามารถรับข้อความเหล่านั้นได้ และแปลความได้ถูกต้องหรือไม่
เงื่อนไขสำคัญคือการเดินทางของสารที่ส่งไปนั้น ใช้เวลาเดินทางไปกลับถึง 25 ปี
หลายคนคงลืมเลือน หลายคนเลิกให้ความสนใจ ยังไม่รวมกับกรณีเกิดการดีเลย์ ที่จะทำให้ระยะเวลาทอดยาวออกไปจากกำหนดเดิม แล้วทางทีมงานจะจดจ่อรอรับเสียงตอบกลับหรือไม่
ไม่ต้องพูดมองไปถึงเรื่องการสื่อสารตอบกลับไปกลับมาที่จะใช้เวลานานกว่าครึ่งศตวรรษ
ที่สำคัญที่สุดคือการพูดจากันคนละภาษา คนละวัฒนธรรม คนละสิ่งแวดล้อม ซึ่งแม้แต่คนบนโลกเดียวกันแท้ๆ ต่อให้อยู่คนละมุมโลกก็สามารถสื่อสารเห็นหน้าค่าตาได้ชัดเจน แต่ก็ไม่อาจพูดคุยกันรู้เรื่อง
สุดท้ายกลายเป็นการท้าตีท้าต่อยตั้งแง่กันจนสร้างความตึงเครียดให้กับทั้งโลก ชวนให้คิดว่าก่อนจะไปถึงการสื่อสารนอกโลก เราน่าจะเริ่มต้นจากคำถามว่า “เราเป็นพวกเดียวกันในโลกหรือไม่”







