posttoday
มาตรการเก็บค่ามลพิษ

มาตรการเก็บค่ามลพิษ

10 ธันวาคม 2560

นำข้อมูลจากเว็บไซต์กรีนพีซ ประเทศไทย (Greenpeace Thailand) ที่เรียบเรียงบทความชื่อ "กรุงลอนดอนเริ่มเดินหน้ากวาดล้างปัญหามลพิษครั้งใหญ่"

โดย พริบพันดาว

นำข้อมูลจากเว็บไซต์กรีนพีซ ประเทศไทย (Greenpeace Thailand) ที่เรียบเรียงบทความชื่อ "กรุงลอนดอนเริ่มเดินหน้ากวาดล้างปัญหามลพิษครั้งใหญ่" (London takes bold step to clean up toxic pollution) ซึ่งเขียนโดย พอล โมรอซโซ พบว่ามีการบังคับใช้ในเรื่องภาษีมลพิษที่ปล่อยออกมาจากรถยนต์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อปลายเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา

มาตรการเก็บค่ามลพิษ (Toxicity Charge หรือ T-Charge) ได้เริ่มมีผลบังคับใช้ในกรุงลอนดอนแล้ว ซึ่งหมายความว่าผู้ใช้รถยนต์ที่ซื้อก่อนปี 2549 จะต้องชำระค่ามลพิษเพิ่มเติม 10 ปอนด์ หรือราว 450 บาท ในการผ่านเข้าสู่ใจกลางเมืองลอนดอนในช่วงเวลา 07.00-18.00 น. มาตรการนี้เป็นเสมือนก้าวแรกของแผนการจัดการปัญหามลพิษ

ชาวเมืองลอนดอนกว่า 3 ใน 4 ต่างก็เห็นด้วยกับมาตรการเก็บค่ามลพิษ (T-Charge) โดยเห็นได้จากผลสำรวจจากยูกอฟโพล สนับสนุนข้อกำหนด ดังกล่าวนี้ ซึ่งมาตรการดังกล่าวก็นับเป็นก้าวแรกที่สำคัญ

นอกจากนี้ ภายหลังการออกข้อกำหนดดังกล่าว ทางการยังมีแผนออกมาตรการอัลตร้า โลว์ อีมิสชั่น โซน (Ultra Low Emission Zone-ULEZ) ในปี 2562 ซึ่งจะครอบคลุมจำนวนรถยนต์ในใจกลางกรุงลอนดอนมากขึ้นจากการขยายมาตรการ ULEZ นี้ให้ครอบคลุมทั้งหมดของในตัวเมืองลอนดอนอย่างช้าที่สุดในปี 2564 และสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการลงทุนเพื่อพัฒนา ขยาย และจัดการปัญหาของระบบขนส่งมวลชน อีกทั้งยังรวมถึงการจัดสรรพื้นที่ถนนของ รถบัสและจักรยานใหม่

มาตรการเก็บค่ามลพิษ

กรุงลอนดอนนั้นเป็นมหานครใหญ่ที่เต็มไปด้วยมลพิษในอากาศและปัญหาการจราจร หากมีนโยบายที่เหมาะสมและมีความกล้าที่จะบังคับใช้นโยบายเหล่านั้น กรุงลอนดอนอาจกลายมาเป็นเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยอากาศบริสุทธิ์และพื้นที่สาธารณะที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ล้อมรอบไปด้วยผู้คนเดินเท้า ปั่นจักรยาน และระบบขนส่งมวลชนที่ดี

นั่นคือความก้าวหน้าล่าสุดในการจัดการมลพิษ ในกรุงลอนดอน สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้เปิดเผยข้อมูลจากการประมวลค่าเฉลี่ยของความเข้มข้นฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) จากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ 19 จุด ใน 14 เมืองทั่วประเทศไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2560 ในงาน "Unmask Our Cities : อัพเดทสถานการณ์มลพิษ PM2.5"

โดยระบุว่า ค่าเฉลี่ยความเข้มข้นของ PM 2.5 ทั้ง 14 เมืองเกินค่าความปลอดภัยตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก และมี 10 เมืองจากทั้งหมด 14 เมือง ที่มีความเข้มข้นเฉลี่ยของ PM2.5 ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2560 สูงกว่าระดับความปลอดภัยที่กำหนดไว้ในมาตรฐาน PM2.5 ในบรรยากาศทั่วไปของประเทศไทย ซึ่งตั้งไว้ว่าไม่ควรเกิน 25 ไมโครกรัม (มก.) /ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)/ปี

ข้อมูลระหว่างเดือน ม.ค.-มิ.ย.ปีนี้ พบว่า 2 พื้นที่เมืองที่มีค่าเฉลี่ยของความเข้มข้น PM2.5 สูงสุด ได้แก่ จ.ขอนแก่น (44 มก./ลบ.ม.) และสระบุรี (40 มก./ลบ.ม.) ซึ่งสูงกว่าระดับที่องค์การอนามัยโลกแนะนำไว้ถึง 4 เท่า และมีอีก 8 พื้นที่เมืองที่ยังต้องเผชิญกับปัญหา ได้แก่ กรุงเทพฯ สมุทรปราการ (พระประแดง) ปราจีนบุรี (ท่าตูม) ราชบุรี (เมือง) สมุทรสาคร (เมือง) ลำปาง (แม่เมาะ) เชียงใหม่ (เมือง) และตาก (แม่สอด) โดยมีค่าเฉลี่ยความเข้มข้นของ PM 2.5 ที่อยู่ในระดับที่สูงตั้งแต่ 26-39 มก./ลบ.ม.

ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน คือฝุ่นที่เล็กกว่า 1 ใน 25 ส่วนของเส้นผ่าศูนย์กลางของเส้นผมมนุษย์ สามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ ถุงลมในปอดและกระแสเลือดโดยตรง เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเรื้อรัง ขณะนี้ประเทศไทยใช้เพียง PM10 เข้ามาประเมินดัชนีคุณภาพอากาศและยังไม่ได้นำ PM2.5 เข้ามาคำนวณจึงอาจทำให้ดัชนีคุณภาพอากาศไม่ได้สะท้อนคุณภาพอากาศที่แท้จริง

เพราะฉะนั้น ทั้ง 14 เมือง ค่ามลพิษจึงเกินค่าความปลอดภัยตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก

ปัจจุบันนี้ค่ามาตรฐานการปล่อยฝุ่นพิษของประเทศไทยกำหนดค่ามาตรฐาน PM2.5 เฉลี่ย 1 ปี ไว้ที่ไม่เกิน 25 มก./ลบ.ม. ในขณะที่องค์การอนามัยโลกกำหนดค่าเฉลี่ยรายปีไว้ที่ไม่เกิน 10 มก./ลบ.ม. ซึ่งรายงานข่าวจากกรมควบคุมมลพิษ จะมีการติดตั้งเครื่องมือตรวจวัดฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ให้ครอบคลุมในปี 2563 ซึ่งยังอยู่ในระหว่างการพัฒนาระบบการรายงานค่าดัชนีคุณภาพอากาศ และทดสอบระบบการรายงานผ่านแอพพลิเคชั่น

แน่นอน ถึงเวลาที่ประเทศไทยจะต้องมีการปรับปรุงและเข้มงวดกับการจัดการมลพิษในเมืองใหญ่และเมืองอุตสาหกรรม แม้ไม่มีมาตรการเก็บค่ามลพิษในอนาคตอันใกล้นี้ก็ตาม n

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา