
ชีวิตที่เป็นอิสระ
ช่วงปลายเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ผู้เขียนมีโอกาสลงใต้เพื่อทำข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี นอกสถานที่อย่างเป็นทางการ
โดย อนัญญา มูลเพ็ญ
ช่วงปลายเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ผู้เขียนมีโอกาสลงใต้เพื่อทำข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี นอกสถานที่อย่างเป็นทางการ หรือ ครม.สัญจรที่ จ.สงขลา แต่ก่อนวันประชุม ครม.จะเริ่ม พวกเราผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจประจำทำเนียบรัฐบาลกลุ่มเล็กๆ เดินทางล่วงหน้าไปก่อน แต่จุดหมายปลายทางอยู่ที่ อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส เพื่อดูโครงการของมูลนิธิปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ ที่เริ่มเข้าไปพัฒนาพื้นที่ต้นแบบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มาตั้งแต่ปี 2559 ที่ผ่านมา
การไปนราธิวาสคราวนี้ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผู้เขียนเองได้ลงไปในพื้นที่ที่มีการให้คำจำกัดความว่า “พื้นที่สีแดง” (แต่พี่ตูน บอดี้สแลม ให้เรียกพื้นที่สีชมพูนะ) แม้จะไม่ได้รู้สึกกลัว แต่ยอมรับว่ารู้สึกตื่นเต้น เพราะพื้นที่ที่จะได้ไปได้ผ่านนั้น ล้วนแล้วแต่เคยเห็นเคยฟังแต่จากสื่อต่างๆ ที่สร้างภาพจำของความรุนแรงและอันตรายสารพัด
แม้ก่อนไปจะเปิดดูข้อมูล ทำการบ้านพอจะวาดภาพพื้นที่ที่จะไปได้พอสมควร แต่ในการเดินทางครั้งนี้ก็ยังได้ภาพจำให้ติดในความรู้สึกจนถึงตอนนี้
วันที่เดินทางไปถึงนราธิวาสเจอฝนตลอดทั้งวันเนื่องจากเป็นช่วงมรสุมของทางใต้ หลังทานข้าวกลางวันที่ร้านของชาวประมงพื้นบ้านที่ไม่ไกลจากสนามบินนักเสร็จสรรพ คณะก็ออกเดินทางโดยรถตู้ไปยัง อ.สุไหงปาดี เป้าหมายของเราคือการไปดูโครงการฟื้นฟูฝายที่ ต.สากอ ที่พังเสียหายมา 3 ปี ไม่ได้มีการซ่อมแซมเพราะงบประมาณรัฐไม่เพียงพอ แต่การฟื้นฟูมาสำเร็จลุล่วงได้ด้วยการเข้าไปประสานงานของมูลนิธิปิดทองหลังพระ ดึงทั้งส่วนราชการ ทหาร ตำรวจ และชุมชนเข้ามาช่วยกันซ่อมแซมฝายจนสำเร็จ
ตามกำหนดการเรารู้เพียงว่าจะต้องมีการประชุมร่วมกับรองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส นายอำเภอสุไหงปาดี กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายช่างที่ควบคุมการซ่อมแซมฝาย เพื่อรับฟังข้อมูลก่อน แล้วค่อยลงพื้นที่ไปดูหน้างานจริง
ตลอดระยะทางประมาณ 50 กม. จากตัวเมืองนราธิวาสไป อ.สุไหงปาดี ชวนให้ตื่นเต้นไม่กล้าหลับ (คิดว่าเพื่อนร่วมทางคนอื่นก็คงรู้สึกเหมือนกัน เพราะไม่มีใครหลับสักคนแม้จะเพิ่งผ่านมื้อเที่ยงกันมามื้อใหญ่) ระยะทางที่ห่างกันเพียงไม่กี่กิโลเมตรจะเจอด่านตรวจที่ค่อนข้างเข้มงวด ทุกๆ จุดตรวจจะมีบังเกอร์ ลวดหนามป้องกันแน่นหนา ระหว่างทางบางจุดแม้ไม่ใช่จุดตรวจ ก็จะมีเป็นซุ้มของเจ้าหน้าที่ทหารประจำอยู่
วิวสองข้างทางค่อนข้างจะอึมครึม เพราะส่วนใหญ่จะเป็นป่า สวนยางบ้าง สวนมะพร้าว สวนผลไม้บ้าง และฝนก็ตกลงมาตลอด หลายจุดมีน้ำท่วม ท่วมเข้าไปถึงบ้านคน บางบ้านถึงกับต้องนำแพะที่เลี้ยงไว้ขึ้นไปผูกไว้บนบ้านที่ยกสูง บนถนนก็ไม่ค่อยมีรถสัญจรไปมานัก
พอถึงที่หมายเราพบว่าจุดนัดพบเพื่อประชุมให้ข้อมูลคือที่สถานีตำรวจ ต.สากอ พวกเราฟังข้อมูลจากท่านรองผู้ว่าฯ นายอำเภอ กำนัน และผู้เกี่ยวข้องกับโครงการกันบนชั้น 3 ซึ่งเป็นชั้นบนสุดของสถานีตำรวจ เสร็จแล้วลงพื้นที่ดูหน้างาน ตลอดเวลามีเจ้าหน้าที่คอยดูแลอย่างแน่นหนา เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจทุกคนติดอาวุธหนัก ทั้งทหารและตำรวจดูมีการสอดส่องระมัดระวังอยู่ตลอดเวลาที่กลุ่มพวกเราอยู่หน้างาน
ใช้เวลาอยู่ตรงนั้นประมาณชั่วโมงเศษพวกเราก็เดินทางกลับ ถึงตัวเมืองนราธิวาสตอนหัวค่ำ ยังไม่ทันดึกที่นี่เงียบแล้ว ไม่มีเสียงเพลงหรือเสียงโฆษณาเชิญชวนให้ออกไปท่องเที่ยวที่ไหนเป็นพิเศษ มีเพียงเสียงละหมาดแว่วมาจากมัสยิดที่ไหนสักแห่งในตัวเมือง
วันรุ่งขึ้นคณะเราเดินทางออกจากตัวเมืองนราธิวาส ผ่านเขต จ.ปัตตานี มุ่งหน้าขึ้นไปยังตัวเมือง จ.สงขลา เพื่อภารกิจหลักของทริปนี้คือการทำข่าวประชุม ครม.สัญจร จริงๆ แล้วตัวเมืองนราธิวาสและสงขลาห่างกันประมาณ 200 กิโลเมตร แต่บรรยากาศของ 2 เมืองนี้เรียกว่าต่างกันลิบ ทั้งผู้คนและบรรยากาศที่โดยทั่วไปที่สงขลาดูคึกคักกว่ามาก
เสร็จงานจาก ครม.สัญจร กลับถึงกรุงเทพฯ แล้วจริงๆ การไปทำงานครั้งนี้ก็แทบจะไม่แตกต่างจากครั้งอื่นๆ ที่ได้พบผู้คน ได้ข้อมูลแล้วนำมาเขียนเป็นข่าวสารหรือบทความถึงคนอ่าน
แต่ความรู้สึกแรกที่กลับถึงกรุงเทพฯ เมืองใหญ่ที่เราคุ้นเคย กลับรู้สึกว่า 3 วันที่ลงใต้ ทำไมช่างรู้สึกยาวนานราวกับเป็นสัปดาห์ อาจจะด้วยบรรยากาศที่ไม่คุ้นชิน และสภาพแวดล้อมที่ไม่ชวนสบายใจนัก ภาพของผู้คนที่ได้พบเจอวันแรกที่ไปถึงนราธิวาส ทั้งข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ชาวบ้าน เหมือนยังติดอยู่ในใจ
แม้ตอนนั้นพวกเราจะได้รับการบอกเล่าว่าพื้นที่ที่พวกเราไปครั้งนี้ไม่ใช่พื้นที่ที่มีความรุนแรงสูง มีบ้างที่คนในพื้นที่ไปเป็นแนวร่วมเพื่อก่อเหตุในพื้นที่อื่น แต่การคุ้มกันที่ค่อนข้างหนาแน่น เจ้าหน้าที่ที่ดูระแวดระวังตลอดก็บอกอะไรเราหลายอย่าง
ผู้คนจำนวนมากใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้เพราะที่นั่นคือบ้าน หลายคนอยู่ที่นั่นเพราะหน้าที่การงาน ที่ดูแล้วเหมือนเขาจะมีทางเลือกน้อยกว่าเราๆ ที่เป็นคนนอก ความรู้สึกเหล่านั้นชวนให้ย้อนกลับมามองชีวิตของพวกเราที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวง จะเห็นว่าชีวิตของเราอยู่ในที่ที่ปลอดภัย แน่นอนล่ะว่ามันอาจจะไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์เพราะต้องระแวดระวังภัยจากโจรผู้ร้ายต่างๆ อยู่บ้าง แต่การใช้ชีวิตโดยทั่วไปก็ไม่ถึงกับต้องระวังหรือคอยระแวงว่าจะเกิดอันตรายตลอดเวลา
คนส่วนใหญ่ที่ใช้ชีวิตในเมืองหลวงและพื้นที่อื่นๆ นอก 3 จังหวัดชายแดนได้ พวกเรามีชีวิตที่ปลอดภัย มันเป็นบรรยากาศที่เอื้ออำนวยที่จะคิดจะทำอะไรอย่างมีอิสรเสรี ที่เมื่อนึกดีๆ แล้ว แก่นแท้ของชีวิตคนเราก็ไม่ได้ต้องการอะไรที่มากไปกว่านี้ นั่นคือการมีอิสระได้คิดในสิ่งที่อยากจะคิด ได้ทำในสิ่งที่อยากจะทำ
จบทริปภาคใต้มาได้หลายสัปดาห์แล้ว แต่เหมือนผู้คน เส้นทาง และสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาจะยังติดอยู่ในใจ คอยกระตุ้นเตือนให้ฉุกคิดว่าจนถึงวันนี้เราได้ใช้ความอิสรเสรีทั้งชีวิตและความคิดที่เรามีอยู่มากกว่าผู้คนที่เราไปพบเจอมา ให้เป็นประโยชน์กับคนรอบข้างแล้วหรือยัง?







