posttoday
ระบบเลือกตั้งเปลี่ยน พรรคการเมืองปรับตัว

ระบบเลือกตั้งเปลี่ยน พรรคการเมืองปรับตัว

09 ธันวาคม 2560

เสียงสะท้อนกันมาค่อนข้างมากเกี่ยวกับเรื่องระบบการเลือกตั้ง โดยเฉพาะจากฟากฝั่งของบรรดานักการเมือง

เสียงสะท้อนกันมาค่อนข้างมากเกี่ยวกับเรื่องระบบการเลือกตั้ง โดยเฉพาะจากฟากฝั่งของบรรดานักการเมือง ซึ่งต้องถือว่ามีสังกัดเป็นพรรคการเมือง ถึงแม้ว่าจะยังไม่ได้มีการเดินเครื่องในความเป็นพรรคการเมืองกันก็ตาม ก็พอมองกันออก หรือรู้ๆ กันอยู่ว่า ใครมาจากพรรคอะไร ซึ่งจะว่ากันไปแล้วบ้านเราเมืองเราก็ใช้ระบบการเลือกตั้งมาหลายระบบเหมือนกัน

บางระบบก็แตกต่างกันมาก บางระบบก็แตกต่างกันน้อย แบบที่กระโดดเลยก็น่าจะมีในคราวรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปี 2540 ซึ่งนำเอาระบบการเลือกตั้งแบบผสม คือ มีทั้งระบบเขต และระบบบัญชีรายชื่อเข้ามาใช้

ระบบที่ใช้กันในตอนนั้นหากเรียกแบบวิชาการหน่อย ก็เรียกว่า ระบบเสียงข้างมากอย่างง่ายคู่ขนาน (Parallel Simple Majority) หรือบางคนเรียกว่า ผู้ชนะได้หมดสองต่อ (Double First Past the Post) ซึ่งระบบดังกล่าวมีการเลือกโดยบัตรสองใบ ใบหนึ่งเป็นการเลือกในระบบเขต แบบที่ประเทศไทยเป็นกันมาตลอดก่อนหน้านั้น

อีกใบหนึ่งเป็นการเลือกระบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งการเลือกทั้งสองเป็นการเลือกขาดจากกัน โดยผู้เลือกเป็นคนเดิม เท่ากับมีการเลือกสองต่อ เมื่อคิดคะแนนแยกกัน จะเป็นคะแนนบวกๆ โดยไม่ได้คำนวณจากบรรดาผู้ที่มาใช้สิทธิทั้งหมด หากผู้เลือกให้คะแนนแบบเทให้พรรคใดพรรคหนึ่งทั้งในส่วนของระบบเขต และระบบบัญชีรายชื่อ แม้คะแนนเสียงอันเป็นคะแนนนิยมจริง (Real Popularity) จะไม่ถึงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งโดยนับแต่บัตรดี ก็จะส่งผลให้พรรคได้รับผู้แทนเกินกว่ากึ่งหนึ่งแบบค่อนข้างมาก

ภายใต้ระบบดังกล่าวพรรคการเมืองก็เรียนรู้ที่จะปรับตัว โดยคิดพิจารณาความได้เปรียบเสียเปรียบ เมื่อเทียบกับระบบเขตล้วนๆ เนื่องจากระบบเขตต้องมีการลงพื้นที่กันทั้งหมด คะแนนใครไม่ได้ลำดับที่หนึ่งในเขต ถือว่าคะแนนหายหมดไม่ได้อะไรเลย การให้มีบัญชีรายชื่อ ก็ทำให้โดยรวมแล้วพรรคที่ไม่ได้ในระบบเขต มีโอกาสที่จะได้ผู้แทนในระบบบัญชีรายชื่อ

ยิ่งเมื่อใช้คะแนนรวมทั่วประเทศ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็นไปตามคะแนนนิยมจริง แต่ก็ยังได้ผู้แทนอยู่บ้าง ซึ่งทำให้พรรคที่เรียนรู้ระบบเร็ว ได้คะแนนเป็นอย่างมาก พรรคต่างๆ ที่เหลือก็ต้องปรับตัวกันให้ได้ ไม่ว่าจะปรับได้มากบ้างน้อยบ้าง แต่ก็ต้องทำเพื่อให้สามารถที่จะหาทางให้ได้คะแนนเสียงไม่ว่าในระบบเขต ระบบบัญชีรายชื่อ หรือทั้งสองระบบ

มาวันนี้มีการเปลี่ยนระบบการเลือกตั้งกันอีก แต่ยังมีพื้นฐานอยู่หลายอย่างที่ประชาชนได้ทำความเข้าใจกันมาอยู่แล้ว โดยเฉพาะยังคงระบบผสมระหว่างระบบเขตและระบบบัญชีรายชื่อเอาไว้ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปค่อนข้างมาก คือ การทำให้คะแนนนิยมจริงเป็นที่ปรากฏ และถูกนำมาใช้ในการคำนวณ นั่นคือ ในระบบเขต คะแนนของผู้ที่ไม่ได้ลำดับที่หนึ่งจะไม่หายไปไหน

หากแต่จะถูกนำมาคำนวณเพื่อจัดสรรในระบบบัญชีรายชื่อ จึงทำให้ระบบนี้ถูกเรียกว่า ระบบจัดสรรปัน ส่วนผสม (Mixed Member Apportionment) ซึ่งหากพรรคใดได้คะแนนนิยมจริงเท่าใดก็จะได้ผู้แทนตามนั้น โดยอาจจะมีกรณียกเว้นในเรื่องของระบบเขต ซึ่งจะได้หาโอกาสอธิบายกันต่อไป

เมื่อเข้าสู่ระบบใหม่นี้ พรรคการเมืองก็จะเรียนรู้ในการปรับตัวกันอีก ในคราวที่เรามีกันแต่ระบบเขต พรรคก็ต้องเดินลงพื้นที่ ซึ่งบ่อยครั้งก็ผูกโยงอยู่กับบุคคล คนคนเดิม เปลี่ยนไปพรรคไหน ก็ได้เป็นผู้แทน พอมาเป็นระบบคู่ขนาน ก็มีวิธีในการนำเสนอที่แตกต่างไป เลือกคนที่รัก เลือกพรรคที่ชอบ เมื่อมาเป็นระบบจัดสรรปันส่วนผสม คนที่รักต้องอยู่ในพรรคที่ชอบด้วย ก็จะมีการปรับตัวกันต่อไป ซึ่งเราจะได้มาคุยกันว่า ระบบเลือกตั้งทำให้พรรคย่ำแย่ หรือดีขึ้นจริงหรือ

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา