
ใครกันจะช่วยเอสเอ็มอีไทย
ปิยะณัฐพูดถึงผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือที่เรียกกันจนติดปากว่าเอสเอ็มอีแล้ว คงต้องบอกว่าหลายปีที่ผ่านมาผู้ประกอบการประเภทนี้ได้เผชิญกับสภาพเศรษฐกิจแบบรถไฟเหาะกันเลยทีเดียว ทั้งเรื่องเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ทำให้การเติบโตของจีดีพีอยู่ในวงจำกัด เรื่องอัตราการบริโภคภายในประเทศที่เบาบางลง เรื่องเงินบาทแข็งค่า ทำให้กระทบธุรกิจส่งออกบางประเภทและอื่นๆ อีกหลายเรื่อง บางคนล้มและกลายเป็นหนี้เสีย บางคนอยู่รอดได้แต่เติบโตต่อไปลำบาก
ปิยะณัฐ
พูดถึงผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือที่เรียกกันจนติดปากว่าเอสเอ็มอีแล้ว คงต้องบอกว่าหลายปีที่ผ่านมาผู้ประกอบการประเภทนี้ได้เผชิญกับสภาพเศรษฐกิจแบบรถไฟเหาะกันเลยทีเดียว ทั้งเรื่องเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ทำให้การเติบโตของจีดีพีอยู่ในวงจำกัด เรื่องอัตราการบริโภคภายในประเทศที่เบาบางลง เรื่องเงินบาทแข็งค่า ทำให้กระทบธุรกิจส่งออกบางประเภทและอื่นๆ อีกหลายเรื่อง บางคนล้มและกลายเป็นหนี้เสีย บางคนอยู่รอดได้แต่เติบโตต่อไปลำบาก
เราต้องเข้าใจก่อนว่าเอสเอ็มอีต่างจากบริษัทขนาดใหญ่ตรงที่มีทรัพยากรจำกัดกว่า เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยากกว่ามีอำนาจการต่อรองน้อยกว่า แต่ในระบบนิเวศของธุรกิจ บริษัทขนาดใหญ่ส่วนใหญ่ขาดเอสเอ็มอีไม่ได้ เพราะ ไม่สามารถเข้าไปทำได้ในทุกธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับระบบนิเวศของตน เพราะบริษัทใหญ่โดยเฉพาะที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีความยืดหยุ่นและข้อจำกัดมากกว่าพวกเอสเอ็มอีเวลาทำธุรกิจกับระดับจุลภาคและท้องถิ่นต่างๆ อีกทั้งเอสเอ็มอีเองยังมีความสำคัญกับระบบเศรษฐกิจมาก เพราะมีส่วนช่วยสร้างงานสร้างอาชีพเป็นแหล่งกำเนิดของนวัตกรรมต่างๆ และช่วยกระจายรายได้อย่าง ทั่วถึง ทำให้ความแตกต่างทางรายได้ลดลง
ภาครัฐได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของเอสเอ็มอีต่อระบบเศรษฐกิจไทย จึงได้จัดตั้งสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ขึ้นมาเมื่อ 17 ปีที่แล้ว เพื่อกำหนดนโยบายและแผนการส่งเสริมธุรกิจ เอสเอ็มอีจากฝั่งภาครัฐ ผู้เขียนเห็นว่านี่คือความตั้งใจดีและเน้นย้ำถึงความสำคัญของเอสเอ็มอี ถ้าเราได้ไปอ่านแผนการส่งเสริมฉบับล่าสุด (ฉบับที่ 4) จะเห็นได้ว่ามีการตั้งเป้าหมายเอาไว้ชัดเจนว่า "สัดส่วนมูลค่าของผลิตภัณฑ์มวลรวมของ SME ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ เพิ่มขึ้นเป็นไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ภายในปี 2564" ซึ่งเป็นเป้าหมาย ที่ท้าทายมากสำหรับ สสว.
ในแผนยังกล่าวถึงวิธีการส่งเสริมต่างๆ ที่ผู้เขียนทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ที่ฟังแล้วดูดีเช่นการแก้ไขระเบียบและกฎหมายของภาครัฐให้เอสเอ็มอีทำธุรกิจง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น เพราะเอสเอ็มอีมีทรัพยากรจำกัดอยู่เป็นทุนเดิม ถ้าต้องเจอกฎระเบียบ ยุ่งยากและขั้นตอนมากมายคงไม่ต้องไปแข่งกับใครที่ไหน แต่ที่เหลือ เช่น ส่งเสริมให้เอสเอ็มอีมุ่งตอบสนองตลาดระดับโลกที่ผู้เขียนคิดว่าควรเอาตลาดในประเทศให้เก่งและนิ่งก่อนจะ ดีไหม สร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่เป็นผู้ประกอบการทั้งๆ ที่คนนั้นอาจจะไม่มีความเหมาะสมจะเป็นเจ้าของธุรกิจ สุดท้ายก็ไปไม่รอดเพราะขาดคุณสมบัติและอื่นๆ ผู้เขียนเห็นว่าบางทีภาครัฐเองควรหันมามองอะไร ที่มันพื้นฐานซะก่อนและอย่าพยายาม ฝืนธรรมชาติมากจนเกินไป
หลักการง่ายๆ คือ เราไม่สามารถช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้ทุกรายเพราะไม่ใช่ทุกรายที่จะประสบความสำเร็จ ทั้งหลายทั้งปวงขึ้นอยู่กับโมเดลทางธุรกิจและความสามารถเฉพาะตัว ที่ทำให้เกิดความแตกต่างของ ผู้ประกอบการ ภาครัฐจึงควรแบ่ง ผู้ประกอบการเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่มีโอกาสเติบโตต่อไปได้ มีความสามารถเฉพาะตัวหรือนวัตกรรมซึ่งอาจจะวัดจากตัวผลิตภัณฑ์หรือบริการ การตอบสนองของตลาด และผลประกอบการย้อนหลัง ซึ่งน่าจะได้รับการสนับสนุนทางด้านการเงิน แหล่งเงินทุน หรือการสร้างโอกาสทางการตลาดต่างประเทศ สิ่งเหล่านี้จะทำให้ธุรกิจเติบโตต่อไปได้
กลุ่มที่สองอาจเป็นกลุ่มที่มีโอกาสเติบโตต่อไปได้ยาก ประเภทซื้อมาขายไปไม่มีความสามารถเฉพาะตัวชัดเจน ภาครัฐต้องให้การสนับสนุนด้านพื้นฐาน เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างราบรื่น เช่น แหล่งเงินทุนฉุกเฉิน หรือหลักการบริหารต้นทุน สินค้าคงเหลือและกระแสเงินสด เพราะจากประสบการณ์ของผู้เขียนเอสเอ็มอีส่วนใหญ่ประสบปัญหาทางด้านการเงินเพราะขาดความเข้าใจในหลักการทำธุรกิจพื้นฐาน ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการทำธุรกิจจนเกิดภาวะฉุกเฉินตามมา
จริงๆ แล้วเรื่องนโยบายหรือยุทธศาสตร์ต่างๆ ล้วนเป็นเรื่องดี แต่อย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว บางอย่างควรปล่อยให้เป็นเรื่องของธรรมชาติและควรมีตัวชี้วัดความสำเร็จของนโยบายตลอดแผน 5 ปี เช่น รายได้รวมของเอสเอ็มอีกลุ่มแรกที่มีโอกาสเติบโตมีการเพิ่มขึ้นอย่างไรบ้างในแต่ละปี ซึ่งสามารถชี้วัดการเติบโตของกลุ่มนี้และประสิทธิภาพของแผนและเม็ดเงินสนับสนุนจากภาครัฐ อีกเรื่องควรวัดอัตราหนี้เสีย (NPL) ของเอสเอ็มอีว่าลดลงไหมตลอดแผน เพื่อวัดการสนับสนุนด้านพื้นฐานจากภาครัฐว่าเพียงพอหรือไม่
หากภาครัฐแห่สนับสนุนเอสเอ็มอีแบบปูพรมและไม่ดูตาม้าตาเรือแล้ว กลุ่มเอสเอ็มอีแบบที่สองจะเกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด และจากโมเดลธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีความแตกต่างจะยิ่งทำ ให้เกิดการแข่งขันกันเองที่ฝรั่งเรียกว่า (Cannibalism) และนำไปสู่ความ ล้มเหลวทางธุรกิจจนกลายเป็นหนี้เสียในที่สุด คนไทยอยากเห็นแผนสนับสนุนสำเร็จลุล่วง เม็ดเงินที่ภาครัฐใช้ในแต่ละปีไม่ใช่น้อยๆ เพื่อสนับสนุนกลุ่มเอสเอ็มอีซึ่งทุกคนคงหวังให้ เม็ดเงินไปถึงเอสเอ็มอีแบบถูกที่ถูกจุดและเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่เช่นนั้น เดี๋ยวจะคล้ายสำนวน "ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ"







