
PSHหุ้นที่ยังขึ้นไม่มาก
บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวงบริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง (PSH) เป็นหุ้นที่ปรับตัวได้ช้าที่สุดในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่ให้คำแนะนำซื้อเก็งกำไร ด้วยราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2562 ที่ 26 บาท (ลดลงจาก 27 บาท เพื่อสะท้อนการปรับลดประมาณการกำไร) อ้างอิงจากเป้าหมายค่าสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ที่ 9 เท่า ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยระยะยาวในอดีตของบริษัท แม้ว่าลดประมาณการกำไรลง แต่มูลค่าหุ้นยังคงถูกที่สุดในบรรดาหุ้นกลุ่มที่อยู่อาศัยภายใต้การวิเคราะห์ โดยซื้อขายด้วยค่าสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ในระดับถูกที่สุดของกลุ่ม
บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง
บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง (PSH) เป็นหุ้นที่ปรับตัวได้ช้าที่สุดในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่ให้คำแนะนำซื้อเก็งกำไร ด้วยราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2562 ที่ 26 บาท (ลดลงจาก 27 บาท เพื่อสะท้อนการปรับลดประมาณการกำไร) อ้างอิงจากเป้าหมายค่าสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ที่ 9 เท่า ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยระยะยาวในอดีตของบริษัท แม้ว่าลดประมาณการกำไรลง แต่มูลค่าหุ้นยังคงถูกที่สุดในบรรดาหุ้นกลุ่มที่อยู่อาศัยภายใต้การวิเคราะห์ โดยซื้อขายด้วยค่าสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ในระดับถูกที่สุดของกลุ่ม
สำหรับปี 2561 ที่เพียง 8.2 เท่า และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระหว่างปี 2549-2559 อยู่ที่ 9% ซึ่งนับเป็นส่วนลดที่มากที่สุดในกลุ่ม โดยฐานกำไรในปี 2560 ที่ต่ำ โดยจะอยู่ที่ระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปี จะทำให้กำไรในปี 2561 ปรับตัวดีขึ้น และกำไรจะเติบโตสดใสในปี 2562 เนื่องจากธุรกิจประเภทอสังหาริมทรัพย์ระดับบนเริ่มออกดอกออกผล
ปรับประมาณการกำไรหลักลง 9% สำหรับปี 2560 และ 10% สำหรับปี 2561 เพื่อสะท้อนแผนธุรกิจใหม่ของปี 2560
PSH ปรับลดเป้าหมายยอดจองซื้อปี 2560 จาก 5.29 หมื่นล้านบาท มาอยู่ที่ 5.05 หมื่นล้านบาท (ปรับลดลงทุกประเภท ยกเว้นกลุ่มสินค้าระดับบน) และปรับลดรายได้จากการขายที่อยู่อาศัยจาก 5.02 หมื่นล้านบาท มาอยู่ที่ 4.57 หมื่นล้านบาท (ลดลง 24% จากโครงการบ้านเดี่ยว 9% จากโครงการคอนโด แต่รายได้จากโครงการทาวน์เฮาส์ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงจากเป้าหมายเดิม) โดยยอดขายรอรับรู้รายได้ในปลายเดือน ก.ย. รับประกันอยู่ที่ 87% ของประมาณการรายได้ปี 2560 และอยู่ที่ 23%
สำหรับปี 2561 โดยประมาณการใหม่ชี้ให้เห็นว่ากำไรในปี 2560 น่าจะประมาณทรงตัวและกำไรในปี 2561 เติบโตในระดับปานกลางที่ 8% แต่แนวโน้มกำไรไตรมาส 4/2560 ยังเติบโตพร้อมปันผลปลายปี ดึงดูดแม้ว่าจะปรับลดประมาณการกำไรลง แต่คาดกำไรหลักในไตรมาส 4/2560 ยังคงเติบได้ดี 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 66% จากไตรมาส 3 จากการเติบโตของรายได้ที่อยู่อาศัยที่ 7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 48% จากไตรมาส 3 มาอยู่ที่ 1.5 หมื่นล้านบาท (ถูกรับประกันจากยอดขายรอรับรู้รายได้ในปลายเดือน ก.ย.ที่ 76%)
โครงการคอนโด 2 แห่งจะเริ่มโอนในไตรมาส 4/2560 ได้แก่ Urbano ราชเทวี (มูลค่าโครงการ 1,400 ล้านบาท มียอดจองแล้ว 60%) และ Chapter One Eco รัชดา-ห้วยขวาง (มูลค่าโครงการ 5,700 ล้านบาท มียอดจองแล้ว 40%)
ทั้งนี้ คาดว่าจะจ่ายเงินปันผลต่อหุ้นที่ 0.80 บาท สำหรับผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งหลังของปี 2560 อ้างอิงจากอัตราการจ่ายเงินปันผลที่ 51% คิดเป็นอัตราผลตอบแทนเงินปันผลเบื้องต้นที่ 3.4% คาดประกาศขึ้นเครื่องหมาย XD ในเดือน มี.ค. และจ่ายเงินปันผลในเดือน พ.ค. 2561 โดยคาดว่ายอดจองซื้อในไตรมาส 4/2560 มีแนวโน้มดีอยู่ที่ 1.2 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 4% จากไตรมาส 3
กำไรปี 2561 น่าจะเติบโตได้จากฐานต่ำจากรายได้ที่ต่ำสุดในรอบ 3 ปี ในปี 2560 เราคาดว่า PSH จะรายงานการเติบโตของรายได้ในปี 2561 ได้ (คาดอยู่ที่ 6%) โดยประมาณการมูลค่าโครงการใหม่อยู่ที่ 6.3 หมื่นล้านบาท ในปี 2561 ใกล้เคียงกับปี 2560 (จำนวน 65 โครงการใหม่ ในปี 2560 มูลค่า 6.3 หมื่นล้านบาท) โดยการเปิดตัวโครงการใหม่ในปี 2561 น่าจะสามารถหนุนยอดจองซื้อและรายได้ให้เติบโตมาเป็นตัวเลขหลักเดียวเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2560
ทั้งนี้ คาดอัตรากำไรขั้นต้นปี 2561 จะทรงตัวได้ เนื่องจากผ่านจุดต่ำสุดมาแล้วในปี 2559 ที่เพียง 33.5% เนื่องจากอัตรากำไรขั้นต้นได้รับแรงกดดันจากกลยุทธ์ขายสินค้าคงคลังอย่างมีนัยสำคัญในระหว่างปี 2558-2559
การก้าวเข้าสู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับบนเมื่อต้นปีนี้นั้น ปัจจุบันได้รับการพิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จเกินคาดหมาย ด้วยยอดจองซื้อจากการเปิดตัวโครงการคอนโดระดับบน 6 แห่ง และโครงการบ้านแนวราบอีก 6 แห่ง ในปี 2560 อยู่ที่ยอดจองซื้อใหม่ถึง 8,000-9,000 ล้านบาท ทะลุเป้าหมายบริษัทที่ 4,000 ล้านบาท คิดเป็น 16-18% ของยอดจองซื้อรวมของ PSH และสามารถสร้างยอดขายรอรับรู้รายได้อย่างมีนัยสำคัญที่ 6,000 ล้านบาท ในปลายปี 2560 โดยรายได้จากสินค้าระดับบนวางแผนจะปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเพียง 1,800 ล้านบาท ในปี 2560 และ 2,500 ล้านบาท ในปี 2561 ก้าวกระโดดเป็นที่ 6,400 ล้านบาท ในปี 2562
ที่สำคัญที่สุด คาดอัตรากำไรขั้นต้นของโครงการระดับบนนั้นสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญกว่าโครงการทั่วไปเนื่องจากค่าที่ดินที่ราคาถูกซึ่งซื้อมาหลายปีล่วงหน้า โดยในระยะยาว PSH มีแผนมีสัดส่วนสินค้าระดับบนไปอยู่ที่ 30% ของพอร์ต รวมของ PSH ทั้งหมด







