posttoday
ซิมบับเว

ซิมบับเว

05 ธันวาคม 2560

อรุณ จิรชวาลาผู้นำตลอดกาลที่อยู่ในอำนาจมา

อรุณ จิรชวาลา

ผู้นำตลอดกาลที่อยู่ในอำนาจมา

ตั้งแต่ก่อตั้งประเทศเมื่อ 37 ปีก่อน ไม่มีใครคาดคิดว่าจะถูกโค่น แต่ก็ล้มลงจนได้ นั่นก็คืออดีตประธานาธิบดี โรเบิร์ต มูกาเบ วัย 93 ปีของซิมบับเว เขาถูกกองทัพยึดอำนาจด้วยการกักบริเวณเมื่อวันที่ 15 พ.ย.ที่ผ่านมา และถูกกดดันให้ลาออก

ในตอนต้น มูกาเบปฏิเสธ ซึ่งกองทัพก็ไม่กล้าใช้ความรุนแรง แต่เนื่องจากประชาชนเป็นใจ โดยมีการออกมาชุมนุมต่อต้านรัฐบาลต่อเนื่องมานานนับปีแล้ว ฝ่ายตรงข้ามกับมูกาเบจึงแก้เกมด้วยการปลดมูกาเบออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรครัฐบาลเมื่อวันที่ 19 พ.ย. และเดินหน้าถอดถอนมูกาเบในสภา แต่ก่อนจะมีการลงมติ มูกาเบก็ยื่นใบลาออกเมื่อวันที่ 21 พ.ย.

มีข่าวว่าในการเจรจาต่อรองให้ มูกาเบยอมลาออก เขาได้รับเงินตอบแทน 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐบุรุษอาวุโส และได้เอกสิทธิ์คุ้มครองไม่ให้ถูกดำเนินคดีในภายหลัง

ซิมบับเว เคยได้ชื่อว่าเป็นอัญมณีแห่งแอฟริกา เพราะโดยพื้นฐานมีความอุดมสมบูรณ์สูง ก่อนปี 2523 ดินแดนนี้มีชื่อว่าประเทศโรดีเซีย มีรัฐบาล ผิวขาว ทั้งๆ ที่คนผิวขาวมีอยู่ไม่ถึง 1% ของประชากร แต่เป็นเจ้าของพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 70% ต่อมามีสงครามปลดแอก และคนผิวดำเป็นฝ่ายชนะ มูกาเบได้ครองอำนาจในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี 2523 และดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีตั้งแต่ปี 2530

ซิมบับเว เป็นประเทศที่ไม่มีทางออกทะเล มีพื้นที่ 3.9 แสนตารางกิโลเมตร มีประชากร 16 ล้านคน จีดีพีประมาณ 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือต่อหัวประมาณ 1,100 ดอลลาร์

ในระยะแรกที่มูกาเบครองอำนาจ คือในช่วงทศวรรษ 2523 จีดีพีขยายตัวเฉลี่ย 5% ต่อปี ทศวรรษต่อมาก็ยังขยายตัว 4.3% ต่อปี แต่หลังจากนั้นก็ถดถอยรุนแรง โดยจากปี 2542-2552 จีดีพีเฉลี่ยติดลบ 6.1% ต่อปี ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากการยึดที่ทำกินของคนผิวขาว การทุจริตคอร์รัปชั่น รวมทั้งมีจุดหักเหสำคัญ คือ การเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสงครามในคองโก ซึ่งทำให้เกิดการสูญเสียทรัพยากรจำนวนมาก

นอกจากนี้ ตั้งแต่ปี 2545 ซิมบับเวถูกสหรัฐคว่ำบาตร ซึ่งมีผลทำให้ถูกสถาบันการเงินระหว่างประเทศตัดความช่วยเหลือด้วย

เงินเฟ้อในซิมบับเวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จาก 32% ในปี 2541 เป็น 11,200,000% ในปี 2551 เพื่อต่อสู้กับปัญหา รัฐบาลมูกาเบในปี 2552 ตัดสินใจประกาศยกเลิกเงินดอลลาร์ซิมบับเว และหันมาใช้เงินต่างประเทศหลายสกุลแทน หลักๆ คือเงินดอลลาร์สหรัฐ

หลังจากเลิกใช้สกุลเงินท้องถิ่น เศรษฐกิจของซิมบับเวก็กลับฟื้นตัวอีกครั้งหนึ่ง โดยจีดีพีในหลายปีต่อมาขยายตัวเฉลี่ย 8-9% ต่อปี แต่ตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา ก็เริ่มตกต่ำอีก ก่อนรัฐประหารกระทรวงการคลังซิมบับเวยอมรับว่ารัฐบาลแทบจะไม่เหลือทรัพย์สินมีค่า

มีประเด็นเกี่ยวกับการโค่นมูกาเบ และเกี่ยวกับเศรษฐกิจของซิมบับเวที่น่าสนใจอยู่หลายประการ ดังนี้

1.ในประเทศกำลังพัฒนา กองทัพมักจะมีบทบาททางการเมืองสูง หากไม่ในทางตรงก็ในทางอ้อม ที่เป็นเช่นนี้เพราะกองทัพมักจะเป็นกลุ่มเดียวในสังคมที่มีครบทั้งการรวมตัวอย่างเป็นระบบ มีวินัย และมีพลังอาวุธ

ผู้นำพลเรือนจะรักษาอำนาจเอาไว้ได้ มักจะต้องดำรงตำแหน่งสำคัญในกองทัพด้วย ยกตัวอย่างผู้นำจีน ตำแหน่งสุดท้ายที่จะยอมให้หลุดมือ คือ ตำแหน่งสูงสุดในกองทัพ หรืออดีตผู้นำเผด็จการของฟิลิปปินส์ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ก็คุมกองทัพไว้ในมืออย่างเหนียวแน่นเช่นกัน แต่มาพลาดเมื่อประชาชนหมดความอดทน และออกมาชุมนุมขับไล่ ทำให้บารมีในกองทัพพลอยลดลงไปด้วย

กรณีของมูกาเบก็คล้ายของ มาร์กอส ต่างกันที่ชนวนความขัดแย้ง โดยครั้งนี้เกิดจากการพยายามแต่งตั้งภรรยาที่ชื่อเกรซเป็นรองประธานาธิบดีแทน เอ็มเมอร์สัน มนังกากวา ที่ถูกปลดและลี้ภัยไปแอฟริกาใต้ ทำให้เกิดความไม่พอใจในวงกว้าง

2.เราจะเห็นภาพประชาชนชาวซิมบับเวแสดงความดีอกดีใจ หลังจากทราบข่าวมูกาเบยื่นใบลาออก ส่วนใหญ่เกิดความหวังว่ารัฐบาลถัดมาจะบริหารประเทศได้ดีขึ้น ต่อมาเมื่อมนังกากวาได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีแทน และเดินทางกลับประเทศเพื่อรับตำแหน่ง เขาก็ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น เขาสัญญาว่าจะฟื้นฟูเศรษฐกิจ จะสร้างสันติภาพ และสร้างงาน

แต่ก็มีผู้เชี่ยวชาญที่ชี้ให้เห็นว่า มนังกากวาอาจเป็นเพียงเหล้าเก่า ในขวดใหม่ เพราะที่ผ่านมาเขาก็เติบโตมาในระบบของมูกาเบ และเป็นมือไม้ให้มูกาเบ มีเพียงระยะหลังที่ขัดแย้ง กัน โดยเขาพยายามแย่งชิงอำนาจ มาจากมูกาเบ ซึ่งก็น่าจะเป็นความทะเยอทะยานส่วนตัว หาได้เกิดจากอุดมคติทางการเมืองที่แตกต่างกันไม่

ต่อมา เมื่อมนังกากวาประกาศ รายชื่อคณะรัฐมนตรี ปรากฏว่ามีนายทหารได้คุมกระทรวงสำคัญหลายกระทรวง ก็ชัดเจนว่าเป็นส่วนหนึ่งของการแบ่งปันผลประโยชน์ ซึ่งประชาชนทั่วไปไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง การโค่นมูกาเบจึงอาจจะไม่ต่างจากการที่เหลือบฝูงหนึ่งมาแทนที่เหลือบอีกฝูงหนึ่งเท่านั้น

หากเปรียบกับไทย ระบบของเราดูเหมือนมีความยืดหยุ่นน้อยกว่า กล่าวคือแทนที่คณะรัฐประหารจะเชิญคนนอกมาเป็นผู้นำ หัวหน้ามักจะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเอง อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นวิธีไหน ในที่สุดก็มักจะขึ้นอยู่กับตัวบุคคล บางครั้งเราก็ได้คนที่ประชาชนให้ความไว้วางใจสูง และเรียกร้องให้อยู่นานๆ เช่น ผู้นำคนปัจจุบัน

3.การอยู่ในอำนาจนานเกินไป ของผู้นำมักจะเป็นผลเสียมากกว่าผลดี มาร์กอสเป็นตัวอย่างที่ดี จากประเทศที่เคยอยู่ในระดับแนวหน้าของเอเชีย ฟิลิปปินส์ในช่วงปลายสมัยของ มาร์กอสได้หล่นลงไปอยู่ในอันดับท้ายๆ ส่วนซิมบับเวในช่วงต้นสมัยของมูกาเบก็เป็นประเทศอุดมสมบูรณ์ แต่ต่อมากลับถดถอยอย่างน่าเหลือเชื่อ

การมีกฎหมายป้องกันการอยู่ใน อำนาจนานๆ มักจะไม่เป็นผล เพราะผู้นำที่รวบอำนาจไว้ในมือมักจะแก้กฎหมายได้ ทำให้สามารถลงเลือกตั้ง และโกงการเลือกตั้งจนได้ชัยชนะไม่มีที่สิ้นสุด กว่าจะโค่นลงได้ เศรษฐกิจและสังคมก็มักจะย่อยยับไปมากแล้ว

4.ในกรณีของซิมบับเว มูกาเบได้เปลี่ยนประเทศให้เป็นรัฐสวัสดิการขนาดใหญ่ โดยในปี 2550 จีดีพีกว่า 2 ใน 3 ของประเทศมาจากภาครัฐ จึงไม่น่าแปลกใจที่จะประสบปัญหาเงินเฟ้อรุนแรง แต่ที่น่าสนใจ คือ หลังจากยกเลิกสกุลเงินท้องถิ่นในปี 2552 เศรษฐกิจกลับดีขึ้น จีดีพีเปลี่ยนจากหดตัวมาเป็นขยายตัวในอัตราสูงถึง 8-9% ต่อปี

คำอธิบายของผม คือ ในกรณีนี้การยกเลิกเงินท้องถิ่นเป็นการตัดวงจรอุบาทว์ทางการเงิน ทำให้เงินที่มาจากการทุจริตและธุรกรรมที่ผิดกฎอื่นๆ หายไปจากระบบ การขาดดุลการคลังสะสมลดลง เศรษฐกิจกลับมามีประสิทธิภาพมากขึ้น และขยายตัวดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากรัฐบาลยังขาดดุลสูงอย่างต่อเนื่อง ภายในไม่กี่ปีจึงเกิดปัญหาอีก และเศรษฐกิจกลับตกต่ำอีกครั้งหนึ่ง

หากเปรียบกับไทย เราโชคดีกว่ามากที่มีระบบป้องกันการใช้จ่ายเกินตัวของภาครัฐที่ค่อนข้างมีประสิทธิภาพ และหากรัฐบาลยังขืนดื้อดึง เช่นที่กลุ่มอำนาจเก่าพยายามทำ ก็อาจเป็นเหตุให้กองทัพเข้ามาแทรกแซงได้ n

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI