
อุตสาหกรรมรองเท้าอินโดนีเซีย
[email protected]อินโดนีเซียเป็นอีกประเทศที่มีฐานการผลิตอุตสาหกรรมรองเท้าแบรนด์ดังจากทั่วโลก และยังเป็นประเทศผู้ส่งออกรองเท้าและเครื่องหนังรายใหญ่อันดับ 5 ของโลกอีกด้วย เนื่องจากมีแรงงานมีฝีมือการผลิตที่ดี และยังมีวัตถุดิบครบครันตั้งแต่โรงฟอกหนังไปจนถึงการผลิตรองเท้าสำเร็จรูป
อินโดนีเซียเป็นอีกประเทศที่มีฐานการผลิตอุตสาหกรรมรองเท้าแบรนด์ดังจากทั่วโลก และยังเป็นประเทศผู้ส่งออกรองเท้าและเครื่องหนังรายใหญ่อันดับ 5 ของโลกอีกด้วย เนื่องจากมีแรงงานมีฝีมือการผลิตที่ดี และยังมีวัตถุดิบครบครันตั้งแต่โรงฟอกหนังไปจนถึงการผลิตรองเท้าสำเร็จรูป
จุดเด่นของอินโดนีเซียอีกอย่างคือ การอนุรักษ์วิธีผลิตรองเท้าแบบดั้งเดิม เพราะเห็นคุณค่าของงานฝีมือ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้อุตสาหกรรมรองเท้าในอินโดนีเซียได้รับการยอมรับ
ข้อมูลจากสำนักงานวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมของอินโดนีเซีย ระบุว่า อินโดนีเซียครองตำแหน่งผู้ส่งออกรองเท้าและเครื่องหนังอันดับ 5 ของโลก ด้วยส่วนแบ่งการตลาดเพียง 4.4% รองจากจีน อินเดีย เวียดนาม และบราซิล
อย่างไรก็ดี คุณภาพของวัตถุดิบที่มีคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเป็นสิ่งสำคัญและเป็นตัวดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมรองเท้าของอินโดนีเซีย ซึ่งการลงทุนในอุตสาหกรรมรองเท้าและเครื่องหนังของอินโดนีเซียมีพัฒนาการที่ดี คาดว่าปลายปี 2560 จะมีมูลค่า 62 ล้านล้านรูเปียห์ หรือประมาณ 4,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าจากปีก่อนหน้า
หนึ่งในความท้าทายที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบการรองเท้าของอินโดนีเซียคือ ผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะเลือกสินค้าแบรนด์เนมจากต่างประเทศมากขึ้น ทำให้นักธุรกิจรองเท้าของอินโดนีเซียควรพัฒนาคุณภาพสินค้า และกำหนดเป้าหมายให้กลายเป็นแบรนด์ชั้นนำของอินโดนีเซียอันดับแรก จากนั้นควรพยายามเพิ่มความตระหนักรู้แบรนด์สินค้ารองเท้าของอินโดนีเซียในต่างประเทศให้เป็นที่รู้จักและยอมรับมากขึ้น
ทั้งนี้ การส่งออกอุตสาหกรรมรองเท้าของอินโดนีเซียยังคงขยายตัวต่อเนื่อง ปี 2558 อุตสาหกรรมเครื่องหนังและรองเท้าของอินโดนีเซียมีมูลค่าการซื้อขาย 4,850 ล้านดอลลาร์ โดยในปี 2559 ตัวเลขเพิ่มขึ้นเป็น 5,010 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 3.3% โดยมาจาก 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การลงทุน เทคโนโลยี และแรงงาน
"อุตสาหกรรมเครื่องหนังและรองเท้าของอินโดนีเซียเป็นสินค้า ส่งออกที่มีศักยภาพเป็นที่ยอมรับ แต่ยังมีส่วนแบ่งตลาดที่น้อย ซึ่งหากอินโดนีเซียพัฒนาคุณภาพให้ดีขึ้น เพื่อดึงดูดการลงทุนให้เข้ามามากขึ้น เชื่อว่าจะเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้เพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดในระดับโลกให้อินโดนีเซียได้" ผลสรุปจากสำนักวิจัย ระบุ
ขณะเดียวกันหากพูดถึงภาพรวมของอุตสาหกรรมรองเท้าอาเซียน พบว่ายังมีความร่วมมือในภูมิภาคแบบหลวมๆ เพราะแต่ละประเทศยังมองประเทศอื่นเป็นคู่แข่ง เช่น ฟิลิปปินส์ไม่ต้องการให้ต่างชาติเข้าไปลงทุนในอุตสาหกรรมนี้ หรือไทยเก็บภาษีนำเข้าสูงถึง 20-30% หรือหลายประเทศมีมาตรการกีดกันอื่นๆ
ดังนั้น ในยุคเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) แบบนี้ อาจต้องทบทวนกันว่าทุกประเทศในอาเซียนจะร่วมมือกันอย่างไร เพื่อนำจุดเด่นของแต่ละประเทศ เช่น อินโดนีเซียมีวัตถุดิบและแรงงานจำนวนมาก ไทยมีแรงงานที่มีฝีมือ ขณะที่มาเลเซียมีความถนัดในการทำแบรนด์ หากนำจุดเด่นเหล่านี้มาร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมรองเท้าและเครื่องหนังของอาเซียน เพื่อผลักดันให้เติบโตไปพร้อมๆ กัน เชื่อว่าในอนาคตรองเท้าและเครื่องหนังแบรนด์จากอาเซียนจะเป็นที่ยอมรับมากขึ้น







