
คงกรอบเงินเฟ้อ สัญญาณเศรษฐกิจดี
ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์การที่กระทรวงการคลังเห็นชอบกรอบ เป้าหมายเงินเฟ้อปี 2561 ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เสนอที่ระดับ 2.5% บวกลบ 1.5% หรือในกรอบ 1-4% เป็นสัญญาณที่ดีของเศรษฐกิจไทย
ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์
การที่กระทรวงการคลังเห็นชอบกรอบ เป้าหมายเงินเฟ้อปี 2561 ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เสนอที่ระดับ 2.5% บวกลบ 1.5% หรือในกรอบ 1-4% เป็นสัญญาณที่ดีของเศรษฐกิจไทย
ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังตั้งคำถามถึง ธปท.ถึงการดำเนินนโยบายการเงิน ซึ่งกำหนดให้อ้างอิงอัตราเงินเฟ้อ เมื่อเงินเฟ้อหลุดกรอบต่ำกว่าเป้าหมายติดต่อกัน 3 ปี เป็นช่องว่างให้ลดดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อให้นโยบายการเงินเข้ามาช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ หลังจากใช้นโยบายการคลังนำหน้าจนแทบจะไม่เหลือเครื่องมือ
รายงานดัชนีราคาผู้บริโภค หรืออัตราเงินเฟ้อ โดยกระทรวงพาณิชย์ ในปี 2558 เงินเฟ้อติดลบ 0.9% ปี 2559 เงินเฟ้อ สูงขึ้น 0.19% และเงินเฟ้อใน 11 เดือนแรกของปี 2560 สูงขึ้น 0.66%
แต่สุดท้าย อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ก็ยอมลงนามเห็นชอบกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อปี 2561 ซึ่งเป็นกรอบตัวเลขเดิมที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2558 โดยขั้นตอนหลังจากนี้จะเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
บรรยากาศระหว่างกระทรวงการคลังและ ธปท.ผ่อนคลายลงได้ จากการคงกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ 1-4% หลังจากสัญญาณเศรษฐกิจฟื้นตัวต่อเนื่องอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าในขณะนี้การเติบโตจะกระจุกตัวในบางภาคอุตสาหกรรมและกระจุกในธุรกิจขนาดใหญ่ก็ตาม
ทว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นได้ทั้งภาพรวมต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือน จึงจะเริ่มรู้สึก เพราะต้องให้เวลาการส่งผ่านอานิสงส์จากบริษัทรายใหญ่ไปสู่คู่ค้าหรือซัพพลายเออร์รายกลาง ส่งต่อไปยังธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เมื่อกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดการลงทุน การจ้างงาน สร้างรายได้แก่ประชาชนผันแปรเป็นการบริโภคภายในประเทศ
ฉะนั้น หากการฟื้นตัวเศรษฐกิจดีขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ฟันเฟืองที่หมุนไปจะสร้างโมเมนตัมเศรษฐกิจไทยให้กลับมาขยายตัวอย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง โดยคาดว่าภาวะเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวอย่างชัดเจนในช่วงครึ่งหลังของปี 2561 เป็นต้นไป
เมื่อไปดูประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2561 ของแต่ละหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนต่างสอดคล้องไปในทางเดียวกันว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2561 มีแนวโน้มเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง จากปี 2560 ที่เศรษฐกิจเติบโตได้เหนือความคาดหมายจากภาคการส่งออกที่มีโอกาสเติบโตเป็นเลข 2 หลักได้
กระทรวงการคลังประมาณการผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) ปี 2561 จะขยายตัวได้ไม่น้อยกว่า 3.8% เพราะการค้าและการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชนขยายตัวดีขึ้นจากปีนี้ เช่นเดียวกับ ธปท. โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับเพิ่มจีดีพีปีหน้าจาก 3.7% เป็น 3.8% หลังเห็นสัญญาณบวกต่อเนื่อง
ส่วนภาคเอกชน ซึ่งสัมผัสโดยตรงกับลูกค้าที่มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างคาดการณ์จีดีพีปี 2561 ดีขึ้นอย่างชัดเจน โดย ปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย ประเมินจีดีพีปีหน้ามีโอกาสเติบโต 3.9% ด้านมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เชื่อว่าแรงหนุนเพิ่มเติมจากเม็ดเงินสะพัดเลือกตั้งจะผลักดันจีดีพีปี 2561 ขยายตัวที่ 4.2% และธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด (ไทย) ให้ประมาณการสูงถึง 4.3%
ภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น การบริโภคที่ขยายตัวเป็นแรงกดดันให้อัตราเงินเฟ้อเริ่มขยับสูงขึ้น และเป็นการปรับขึ้นภายใต้ปัจจัยที่สมเหตุสมผลกับตัวเลขเศรษฐกิจ ไม่ใช่การปรับขึ้นลงตามราคาน้ำมัน ราคาอาหารสด หรือการขึ้นภาษีสรรพสามิต เหมือนช่วงที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ทิศทางอัตราเงินเฟ้อปี 2561 จะเร่งตัวขึ้นมาอยู่ที่ 1.1% จากปี 2560 ที่คาดว่าอยู่ที่ 0.6% โดยเป็นผลจากการปรับเพิ่มต้นทุนพลังงานและต้นทุนแรงงาน มากกว่าจะเป็นผลจากความต้องการใช้จ่ายของผู้บริโภค เนื่องด้วยกำลังซื้อของผู้บริโภคยังถูกกดดันด้วยหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่รายได้ครัวเรือนไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
"หากภาพเศรษฐกิจไทยรักษาระดับการเติบโตได้ดีต่อเนื่องและกระจายการเติบโตให้ครอบคลุมมากขึ้น ก็จะส่งผลต่อภาพการจ้างงานปรับตัวดีขึ้นตาม เป็นสัญญาณบวกต่อกำลังซื้อในประเทศ" ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุ
สมมติฐานของศูนย์วิจัยกสิกรไทยสะท้อนว่า แม้ตัวเลขเศรษฐกิจไทยเหมือนจะดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่กำลังซื้อยังเปราะบางอยู่ จึงคงมั่นใจไม่ได้ 100% ว่าสิ่งที่ทุกฝ่ายมีความหวังว่าเศรษฐกิจไทยจะดีขึ้นพุ่งแรงจะเป็นไปตามนั้น เพราะปีหน้ายังมีปัจจัยเสี่ยงหลายตัวที่อาจฉุดรั้งเศรษฐกิจอยู่
ปัจจัยหนึ่งคือ ความผันผวนของตลาดเงินจากนโยบายการเงินของสหรัฐที่มีแผนจะปรับขึ้นดอกเบี้ย 3 ครั้ง ในปี 2561 ซึ่งจะทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของไทยต่ำกว่าสหรัฐที่ก่อให้เกิดเงินทุนไหลออกกดดันเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ เพราะประเทศไทยมีอันดับเครดิตเรตติ้งต่ำกว่าสหรัฐ ซึ่งตามปกติแล้วจะมีค่าความเสี่ยงสูงกว่าและดอกเบี้ยจะแพงกว่า
อย่างไรก็ดี ธปท.ได้ส่งสัญญาณในรายงานคณะกรรมการนโยบายการเงินว่า พร้อมที่จะดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลาย เพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหลายฝ่ายคาดว่าดอกเบี้ยนโยบายจะคงที่ระดับ 1.5% ถึงสิ้นปี 2561 ซึ่งในช่วงที่ดอกเบี้ยตลาดโลกปรับขึ้นก็เปรียบเสมือนการปรับลดดอกเบี้ยกลายๆ ทำให้เงินทุนต่างชาติไหลออกไปหาผลตอบแทนสูงในตลาดอื่น ช่วยลดแรงกดดันของ ธปท.ในการดูแลค่าเงินบาทแข็งค่า
ทั้งนี้ หากค่าเงินบาทอ่อนค่าลงได้จะมีส่วนช่วยสนับสนุนการส่งออกให้มียอดขายเป็นเงินบาทเพิ่มขึ้น และช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตได้อีกทางหนึ่ง แม้ว่าเงินบาทจะไม่ใช่ปัจจัยหลักของการส่งออกเท่ากับความต้องการตลาดโลกและศักยภาพของผู้ส่งออกก็ตาม
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จับตาอย่างใกล้ชิด เพราะความผันผวนของตลาดเงินโลกอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ กนง.นำไปพิจารณาความเหมาะสมในการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งในการประชุม กนง.ครั้งหลังๆ ก็เริ่มมีคณะกรรมการใน กนง.บางท่านมีมุมมองถึงการปรับขึ้นดอกเบี้ยกันบ้างแล้ว
หากมองในด้านเสถียรภาพตลาดเงิน การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเป็นเครื่องมือหนึ่งในการดูแลเงินทุนไหลเข้าและไหลออกให้สมดุล แต่สำหรับตลาดในประเทศการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเป็นการเพิ่มต้นทุน และอาจเป็นตัวเบรกเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวให้หยุดชะงักได้
การคงกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ 1-4% ของกระทรวงการคลังในปี 2561 นี้ ไม่ใช่การอ่อนข้อให้ ธปท.ดำเนินนโยบายการเงินแบบตามใจฉัน แต่เป็นการพิจารณาตามภาวะเศรษฐกิจเป็นสำคัญ n







