posttoday
สอบเฟซบุ๊กทำลายสื่อ

สอบเฟซบุ๊กทำลายสื่อ

03 ธันวาคม 2560

นันทิยา วรเพชรายุทธข้อถกเถียงเรื่อง "สื่อยุคเก่า-สื่อโลกใหม่" ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่สร้างความวิตกให้กับอุตสาหกรรมสื่ออีกต่อไป บริษัทสื่อทั่วโลกตั้งแต่หนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ ต่างปรับตัวรับคลื่นการเปลี่ยนแปลงนี้กันมาหลายปีแล้ว แต่ปัญหาใหญ่ที่ยังคงเกิดขึ้นและแทบจะไม่มีใครแก้ปัญหานี้ได้ง่ายๆ ก็คือ สื่อส่วนใหญ่แทบจะไม่สามารถทำเงินกันได้เลย เมื่อเจอการกลืนกินของ 2 ยักษ์แห่งอุตสาหกรรมสื่อโลกใหม่อย่าง "เฟซบุ๊ก" และ "กูเกิล"

นันทิยา วรเพชรายุทธ

ข้อถกเถียงเรื่อง "สื่อยุคเก่า-สื่อโลกใหม่" ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่สร้างความวิตกให้กับอุตสาหกรรมสื่ออีกต่อไป บริษัทสื่อทั่วโลกตั้งแต่หนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ ต่างปรับตัวรับคลื่นการเปลี่ยนแปลงนี้กันมาหลายปีแล้ว แต่ปัญหาใหญ่ที่ยังคงเกิดขึ้นและแทบจะไม่มีใครแก้ปัญหานี้ได้ง่ายๆ ก็คือ สื่อส่วนใหญ่แทบจะไม่สามารถทำเงินกันได้เลย เมื่อเจอการกลืนกินของ 2 ยักษ์แห่งอุตสาหกรรมสื่อโลกใหม่อย่าง "เฟซบุ๊ก" และ "กูเกิล"

สัดส่วนที่ 2 ยักษ์ใหญ่นี้กินส่วนแบ่งเม็ดเงินโฆษณาออนไลน์จากอุตสาหกรรมสื่อทั่วโลกนั้น มีแต่จะขยายตัวขึ้นต่อเนื่องทุกๆ ปี โดยในปี 2017 นี้ บริษัทจัดการด้านการลงทุน กรุ๊ปเอ็ม คาดว่าแทบจะกินรวบทั้งอุตสาหกรรมอยู่ที่ 84% หรือคิดเป็น 186% ของการเติบโตในโฆษณาดิจิทัลปีนี้

จะมีก็แต่เพียง "จีน" ประเทศเดียวเท่านั้นที่รอดพ้นจากการถาโถมของยักษ์ไอทีอเมริกัน เพราะประเทศตลาดกึ่งเสรีแห่งนี้ยังมีการควบคุมสื่อที่ เข้มงวด ทำให้เฟซบุ๊กไม่สามารถเปิด ในจีนได้ ขณะที่กูเกิลก็ต้องม้วนเสื่อกลับบ้านไป แม้ว่าล่าสุดจะพยายามกลับมาหาจีนรอบใหม่ก็ตาม โดยมีระดับซีอีโอ ซุนดาร์ พิชัย บินไปร่วมงานอินเทอร์เน็ตโลกที่เจ้อเจียงด้วยตัวเอง

แต่สื่อในหลายประเทศไม่ได้โชคดีเช่นนี้ เพราะนอกจากเม็ดเงินโฆษณาจะไหลออกจากสื่อเก่าไปสู่สื่อออนไลน์มากขึ้นแล้ว แพลตฟอร์มออนไลน์ของบรรดาสื่อเก่าก็ยังสู้ยักษ์โซเชียลมีเดียพวกนี้ไม่ได้ ไม่ว่าจะในประเทศกำลังพัฒนาสู่ยุค 4.0 หรือแม้แต่ประเทศพัฒนาแล้วก็ตาม

ล่าสุด "ออสเตรเลีย" จึงประกาศเตรียมเปิดการไต่สวนขึ้นว่าเฟซบุ๊กและกูเกิลนั้นได้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมสื่อภายในดินแดนดาวน์อันเดอร์ และ "สร้างความเสียหาย" ต่อบรรดาสื่อและผู้บริโภคหรือไม่ และอย่างไร

คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคและกำกับดูแลการแข่งขันของออสเตรเลีย (ACCC) ซึ่งมีอำนาจในการเรียกขอข้อมูลจาก 2 สื่อใหญ่ดังกล่าว และสามารถเรียกมาชี้แจงในการเปิดการไต่สวนนั้น จะเปิดการไต่สวนว่าแพลตฟอร์มใหญ่ทั้งสองรายนี้ ใช้อิทธิพลความใหญ่ในตลาดจนก่อให้เกิดผลกระทบในเชิงลบต่อผู้บริโภค ผู้ผลิตสื่อ และผู้ผลิตโฆษณาหรือไม่

เพราะแม้แต่ในประเทศพัฒนาแล้วอย่างออสเตรเลียที่มีอาณาจักร นิวส์ คอร์ป ของรูเพิร์ต เมอร์ด็อก เป็นเจ้าตลาดอยู่ ก็ไม่รอดพ้นจากผล กระทบนี้ ซึ่งนิวส์ คอร์ปต้องบันทึกตัวเลขขาดทุนในปีงบ 2017 ไป 817 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากทีวีและหนังสือพิมพ์ในอังกฤษและออสเตรเลีย ทำให้แทบไม่ต้องพูดถึงสื่อรายเล็กที่แม้จะปรับตัวกันแล้ว แต่รายได้จากแพลตฟอร์มออนไลน์ก็ยังไม่มากพอที่จะเติมเต็มได้

รัฐจึงต้องเข้ามาดูปัญหานี้ที่แบ่งเป็น 2 ส่วนหลักคือ การแข่งขันที่เป็นธรรมของอุตสาหกรรมสื่อ กับผล กระทบทางสังคมต่อผู้บริโภค เช่น คุณภาพของสื่อ และเฟกนิวส์ที่กำลังเป็นปัญหาในทุกประเทศขณะนี้

การตัดสินใจของรัฐบาลออสเตรเลีย เป็นส่วนหนึ่งภายใต้มาตรการปฏิรูปสื่อในประเทศที่มีมาตั้งแต่ต้นปี ซึ่งรัฐบาลยอมผ่อนคลายกฎการถือหุ้น เปิดทางให้สื่อรายใหญ่ในประเทศขยายส่วนแบ่งในตลาดได้มากขึ้น เพื่อลดความไม่สมดุลจากการตีตลาดของโซเชียลมีเดียอเมริกัน ท่ามกลางความกังวลต่ออนาคต ของวงการสื่อสารมวลชนและคุณภาพของสื่อ หลังจากตลอดช่วงหลายปี ที่ผ่านมานี้สื่อหลายแห่งมีผลประกอบการย่ำแย่ลงอย่างต่อเนื่อง พร้อมการลดพนักงาน และการเพิ่มขึ้นของข่าวลวง หรือเฟกนิวส์

ขณะที่ส่วนหนึ่งยังเป็นผลมา จากความกังวลเรื่องการแข่งขันอย่างเป็นธรรม หลังจากมอร์แกน สแตนเลย์รายงานเมื่อปีที่แล้วว่า 2 ยักษ์ออนไลน์จะเข้ามากินสัดส่วนโฆษณาออนไลน์ในออสเตรเลีย 35-40% จากเม็ดเงินทั้งหมด 1.39 หมื่นล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย

นักวิชาการอิสระด้านสื่อ ปีเตอร์ ค็อกซ์ ให้มุมมองกับรอย เตอร์สไว้ว่า การก้าวเข้ามาของรัฐบาลออสเตรเลียในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญต่อทิศทางสื่อในประเทศ และแม้จะยังไม่แน่ชัดว่ารัฐบาลจะรับมืออย่างไร แต่ก็เป็นไปได้ว่าอาจเป็นการใช้มาตรการบางอย่าง เช่น มาตรการ ทางภาษี เหมือนกับที่ฝั่งยุโรป ทำมาแล้ว

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI