
เหตุผลในการปรับคณะรัฐมนตรี
นพ.วิชัย โชควิวัฒนในที่สุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ปรับคณะรัฐมนตรีเป็น "ประยุทธ์ 5" เป็นที่เรียบร้อยท่ามกลางการคาดเดาผิดบ้างถูกบ้างเป็นธรรมดา เหตุผลที่แท้จริงของการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้คงมีคนที่รู้จริงไม่กี่คน ก็หวังว่าจะมีนักวิชาการที่พยายามศึกษาและบันทึกไว้เพื่อประโยชน์แก่การศึกษาของสังคมไทยต่อไป
นพ.วิชัย โชควิวัฒน
ในที่สุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ปรับคณะรัฐมนตรีเป็น "ประยุทธ์ 5" เป็นที่เรียบร้อยท่ามกลางการคาดเดาผิดบ้างถูกบ้างเป็นธรรมดา เหตุผลที่แท้จริงของการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้คงมีคนที่รู้จริงไม่กี่คน ก็หวังว่าจะมีนักวิชาการที่พยายามศึกษาและบันทึกไว้เพื่อประโยชน์แก่การศึกษาของสังคมไทยต่อไป
เพื่อเป็นกรณีศึกษา ขอเล่ากรณีการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งหนึ่งในอังกฤษ ซึ่งมีผลสำคัญต่อผลบั้นปลายของสงครามโลกครั้งที่ 1
เหตุเกิดในปี ค.ศ. 1911 รัฐบาลเยอรมนีได้ส่งเรือปืนแพนเทอร์ไปยังท่าเรือโมร็อกโก แถบชายฝั่งอากาดีร์ ซึ่งทำให้เกิดความตึงเครียดไปทั่วยุโรป นายกรัฐมนตรีแอสควิธของอังกฤษ ต้องตัดสินใจว่าจะตั้งใครไปเป็นรัฐมนตรีว่าการทหารเรือ เพื่อปรับปรุงกองทัพเรือให้พร้อมรบ ระหว่างรัฐมนตรีอาวุโส คือ ฮัลเดน รัฐมนตรีกลาโหม กับ วินสตัน เชอร์ชิล รัฐมนตรีมหาดไทยหนุ่ม
อังกฤษเวลานั้น กองทัพบกอยู่ภายใต้สังกัดกระทรวงกลาโหม แต่กองทัพเรือเป็นกระทรวงแยกต่างหาก ฮัลเดน เป็นรัฐมนตรีกลาโหมมาแล้ว 5 ปี ได้ปรับปรุงกองทัพบกจนเข้มแข็งพร้อมที่จะผนึกกำลังกับฝรั่งเศสในการรบกับเยอรมนีได้อย่างรวดเร็ว มีการ เตรียมการกันอย่างละเอียดถึงขั้นกำหนดได้ว่า "จะให้ทหารไปหยุดพักกินกาแฟที่ไหน"
ในขณะที่กองทัพเรืออยู่ในอาการ "ไม่รู้ร้อนรู้หนาว" "แม้แต่จะทำแผนที่สักแผ่นหนึ่งไว้สำหรับศึกษายุทธวิธีทางรถไฟของเยอรมนีก็ไม่ได้ทำ ราวกับว่าไม่ใช่ธุระของตนจะต้องทำแผนที่เช่นนั้น" ในที่ประชุมสภาป้องกันพระราชอาณาจักร เซอร์อาร์เธอร์ วิลสัน ผู้บัญชาการกองทัพเรือสมัยนั้น คัดค้านอย่างเต็มที่ในเรื่องที่จะส่งกองทัพเรือไปรบนอกประเทศ
ฮัลเดน เป็นรัฐมนตรี "มือเก๋า" ที่ชำนิชำนาญการที่จะเข้าไปทำงานกับบรรดานายพลของกองทัพ และเชื่อมั่นว่าจะสามารถเข้าไปปรับปรุงกองทัพเรือได้สำเร็จโดยเร็วเหมือนที่ทำสำเร็จกับกองทัพบกมาแล้ว
ส่วน เชอร์ชิล นับว่ายัง "มือใหม่" มาก แม้จะเป็นรัฐมนตรีมาแล้ว 2 กระทรวง คือ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นสมัยแรก เมื่ออายุ 30 ปี ต่อมาขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และต่อมาได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งในอังกฤษถือว่าไม่ใช่กระทรวงใหญ่ เวลานั้นเชอร์ชิลอายุได้ 37 ปี นับว่ายังเป็นนักการเมืองหน้าใหม่และยังหนุ่มอยู่มาก
เชอร์ชิล นอกจากมีบารมีน้อย ยังมีจุดอ่อนที่เคยร่วมกับ ลอยด์ ยอร์ช นักการเมืองฝ่ายรักสันติภาพ คัดค้านกองทัพเรือที่จะขอมีเรือรบเพิ่ม 6 ลำ ทั้งคู่ต่อรองให้เหลือ 4 ลำ มีการโต้เถียงกันในคณะรัฐมนตรีรุนแรงมาก นายกฯ แอสควิธ พยายามประนีประนอม ผลที่สุดให้กองทัพเรือได้เรือ 8 ลำ แต่ขยายเวลาออกไป "วีรกรรม" ของเชอร์ชิลเรื่องนี้ หากตั้งเชอร์ชิลไปเป็นรัฐมนตรีกองทัพเรือ คงสร้างความวิตกให้แก่กองทัพเรืออย่างมาก ในทางการเมือง
แม้เชอร์ชิลจะเป็น "ดาวรุ่ง" ในสภา แต่ก็มีจุดที่ฝ่ายตรงข้ามโจมตี ที่เคยย้ายพรรคจากคอนเซอร์เวตีฟไปอยู่พรรคเสรีนิยมหรือลิเบอรัล จึงอยู่ในพวก "กลับเสื้อ" และเคยสอบตกในเขตเลือกตั้งโอลด์แฮมในการเลือกตั้งสมัยที่ 2 นอกจากนี้ เชอร์ชิล ยังเป็นฝ่ายไม่เห็นด้วยที่จะให้ผู้หญิงมีสิทธิเลือกตั้ง จึงมีผู้หญิงจำนวนมากเป็นปรปักษ์ด้วย
นายกรัฐมนตรี แอสควิธ "ชั่งใจ" โดยเชิญ ฮัลเดน และเชอร์ชิลไปพบระหว่างเดินทางไปพักผ่อนในสกอตแลนด์ ทางเลือกหนึ่งคือให้ฮัลเดนไปเป็นรัฐมนตรีกองทัพเรือ แล้วให้เชอร์ชิลไปเป็นรัฐมนตรีกลาโหมแทน อีกทางคือให้เชอร์ชิลไปว่าการกองทัพเรือเลย
ฮัลเดน ได้มีจดหมายไปถึงรัฐมนตรีต่างประเทศ เอดเวิร์ด เกรย์ ซึ่งเป็นเพื่อนสนิท เล่าว่า "วินสตันเป็นคนดีมาก และมีเหตุผลอันควรเชื่อได้ว่า ถ้าเขาไปว่าการทหารเรือแล้ว เขาจะทำงานร่วมมือกับฉัน ณ ศาลาว่าการกระทรวงกลาโหมได้เป็นอย่างดี และคงทำในลักษณะจิตใจแบบเดียวกับท่านบิดาของเขาที่เคยกล่าวว่า การบริหารราชการแผ่นดินก็ควรมีแบบแผนเป็นทำนองเดียวกับการปกครองในครอบครัว คือ ต้องมีการร่วมมือร่วมใจกัน แต่กระทรวงทหารเรือคงจะตกใจมาก เมื่อทราบว่าเขาได้รับตำแหน่งว่าการทหารเรือ เพราะพวกทหารเรือเหล่านั้นย่อมจะคิด ผิดหรือถูกก็ตาม ว่านับแต่นี้ไปข้างหน้าในเวลา 18 เดือน หากเกิดปัญหาการเงินขัดข้องขึ้น เขาก็คงจะเป็นผู้ตัดรายจ่ายลงเป็นแน่ เขาเป็นบุคคลที่มักจะทำก่อนแล้วค่อยคิดทีหลัง แม้ในส่วนกำลังความสามารถ และความมานะบากบั่นของเขานั้น ยากจะหาใครมายกย่องให้ เท่าเทียมได้ก็ตาม"
ในที่สุดนายกฯ แอสควิธ ก็ตัดสินใจเลือกเชอร์ชิล ด้วยเหตุผลสำคัญคือ "การส่งฮัลเดนซึ่งเป็นรัฐมนตรีกลาโหมอยู่แล้วไปว่าการทหารเรือ ดูจะเป็นการคล้ายๆ กับว่า ทางฝ่ายทหารเรือทำอะไรผิดผลาดมาแล้วกระนั้น ย่อมทำให้เกิดความไม่พอใจขึ้นในกองทัพเรือ..."
นายกฯ แอสควิธ แจ้งแก่ฮัลเดนว่า "...เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้รัฐมนตรีว่าการทหารเรือยืนหยัดอยู่ข้างข้าพเจ้าในสภาผู้แทนราษฎรด้วย การที่ข้าพเจ้าต้องตัดสินใจดังนี้ นับว่าต้องทำไปด้วยสองจิตสองใจเป็นที่สุด แต่ข้าพเจ้าทราบและมั่นใจได้แน่ทีเดียวว่า ท่านจะไม่เพียงให้ความร่วมมือกับเชอร์ชิลเท่านั้น ทั้งยังจะให้กำลังใจและคำแนะนำอันดีแก่เชอร์ชิลในการดำรงตำแหน่งนี้ด้วย"
เชอร์ชิล ได้รับแต่งตั้งพร้อมได้รับมอบหมายภารกิจให้ปรับปรุงกองทัพเรือ "ในลักษณะเตรียมพร้อมไว้อย่างครบครัน ที่จะทำสงครามได้ทันที เมื่อเราถูกฝ่ายเยอรมันโจมตี"
เชอร์ชิลประสบความสำเร็จอย่างดีในภารกิจนี้ โดยได้รับการสนับสนุนอย่างดีจาก แฮคกี้ ฟิสเชอร์ อดีตผู้บัญชาการทหารเรือ โดยเชอร์ชิล เลือก เดวิด บีตตี้ นายพลเรือหนุ่มที่สุด และได้รับการวางตัวเป็นผู้บังคับการกองเรือรบ ลาดตระเวน มาเป็นเลขานุการประจำตัว เชอร์ชิล รู้จักนายทหารเรือผู้นี้หลังการรบครั้งสำคัญที่ออมดูร์มันในซูดาน ที่กองทัพทหาร 300 นาย ที่เชอร์ชิลร่วมรบ นองเลือดกับทหารเคอร์วิช 3,000 นาย และเชอร์ชิลรอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด เชอร์ชิลประทับใจในความสามารถ ของบีตตี้ ซึ่งต่อมามีชื่อเสียงโดดเด่นในยุทธนาวีที่จัตแลนด์
การตัดสินใจอันรอบคอบและยอดเยี่ยมครั้งนั้น มีผลกระทบสำคัญต่อชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งของฝ่ายอังกฤษ n







