
อินเดีย ดูดี
จิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ผู้บริหารสายงานธุรกิจบริการไพรเวทแบงก์ธนาคารกสิกรไทยบริษัทจัดอันดับเครดิตชั้นนำของโลกอย่าง Moody's ประกาศปรับอันดับความน่าเชื่อถือของอินเดียขึ้น 1 ระดับ จาก Baa3 เป็น Baa2 เป็นการปรับครั้งแรกในรอบกว่า 13 ปีของอินเดีย ในขณะเดียวกัน Moody's ยังปรับมุมมองในอนาคตขึ้นเป็น "มุมมองเชิงบวก" จากเดิมที่ระดับ "มีเสถียรภาพ" ในขณะที่สถาบันจัดอันดับเครดิตอื่น เช่น S&P และ Fitch ยังคงไม่แสดงท่าทีหรือปรับขึ้นตาม Moody's แต่อย่างใด
จิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ผู้บริหารสายงานธุรกิจบริการไพรเวทแบงก์ธนาคารกสิกรไทย
บริษัทจัดอันดับเครดิตชั้นนำของโลกอย่าง Moody's ประกาศปรับอันดับความน่าเชื่อถือของอินเดียขึ้น 1 ระดับ จาก Baa3 เป็น Baa2 เป็นการปรับครั้งแรกในรอบกว่า 13 ปีของอินเดีย ในขณะเดียวกัน Moody's ยังปรับมุมมองในอนาคตขึ้นเป็น "มุมมองเชิงบวก" จากเดิมที่ระดับ "มีเสถียรภาพ" ในขณะที่สถาบันจัดอันดับเครดิตอื่น เช่น S&P และ Fitch ยังคงไม่แสดงท่าทีหรือปรับขึ้นตาม Moody's แต่อย่างใด
เหตุที่อินเดียได้รับการปรับอันดับขึ้นครั้งนี้ เกิดจากการปฏิรูปประเทศและการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของนายกฯ โมดี หลังชนะเลือกตั้งแบบถล่มทลายในปี 2557 ทำให้เขาสามารถกุมอำนาจทางการเมือง และผลักดันนโยบายต่างๆ ได้โดยง่าย นโยบายของเขาได้รับคำชมว่าเป็นนโยบายที่จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจได้อย่างมีเสถียรภาพ ทำให้สถานะการคลังของประเทศปรับตัวดีขึ้น ภาระหนี้สาธารณะมีโอกาสปรับลดลงได้ จากปัจจุบันที่ระดับ 69.5% ของรายได้ซึ่งค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประเทศเกิดใหม่ เช่น เกาหลีใต้ ที่ 38.6% หรือไทย ที่อยู่แค่เพียง 41.2%
ถ้าย้อนกลับไปมองนโยบายของโมดีที่สำคัญ เช่น การจัดเก็บภาษีการค้าและบริการ (GST) ให้เป็นระบบเดียวกันทั้งประเทศเพื่อความโปร่งใส (เดิมแต่ละรัฐจัดเก็บภาษีในอัตราที่แตกต่างกัน ทำให้เกิดการซ้ำซ้อน เมื่อสินค้าถูกส่งจากรัฐสู่รัฐ และทำให้ผู้ผลิตหลายรายต้องวางแผนการจัดส่งแบบอ้อม เพื่อลดภาระภาษี) หรือการยกเลิกธนบัตร 500 และ 1,000 รูปี เพื่อขจัดเงินนอกระบบในช่วงปลายปีก่อนหน้า
ล้วนแล้วถือเป็นการบังคับใช้นโยบายที่เข้มงวดและรวดเร็ว ในระยะแรกอาจจะสร้างความประหลาดใจให้แก่ตลาด ซึ่งในช่วงเริ่มต้นของการบังคับใช้ย่อมส่งผลกระทบในเชิงลบบ้าง แต่ในระยะยาวจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจมากกว่า ซึ่งก็พิสูจน์ให้เห็นแล้ว ไม่ว่าจะเป็นจากดัชนีหุ้นอินเดียในปีนี้ที่ปรับเพิ่มขึ้นกว่า 30% หรืออันดับความน่าเชื่อถือของประเทศที่ปรับตัวดีขึ้นดังกล่าวข้างต้น
ผลตอบแทนของตลาดหุ้นอินเดียที่สูงในปีนี้ รวมกับมุมมองเชิงบวกในอนาคต จากสถาบันการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่หันกลับมาให้ความสนใจลงทุนในตลาดอินเดียเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ดีการลงทุนในตลาดอินเดียเพียงตลาดเดียวอาจจะเป็นตัวเลือกที่ดูเสี่ยงเกินไป
โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนในกองทุนหุ้นประเทศเกิดใหม่ในเอเชียโดยรวมที่มีทั้งจีนและอินเดียเป็นผู้นำ ซึ่งมีการลงทุนที่กระจายตัวอย่างกว้างขวางกว่าเป็นตัวช่วยลดความเสี่ยงลง อีกทั้งในปี 2560 จนถึงสิ้นเดือน พ.ย. ผลตอบแทนของดัชนีหุ้นกลุ่มประเทศเกิดใหม่ในเอเชียยังสูงถึง 37% และสูงกว่าดัชนีหุ้นอินเดียที่ 31% อีกด้วย







