
แบตเตอรี่ อนาคตพลังงาน
กรณีการต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ อ.เทพา จ.สงขลา เช่นเดียวกับกรณีโรงไฟฟ้าที่ จ.กระบี่ ด้วย เพราะไม่มั่นใจเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เห็นใจรัฐบาลที่ต้องสร้างความมั่นคงทางพลังงานของภาคใต้ แต่ก็เข้าใจชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงต่อการดำรงชีวิตและการทำมาหากิน เรื่องนี้จึงเป็นความรับผิดชอบของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยและกระทรวงพลังงาน ที่ต้องให้ทั้งความรู้ ความเข้าใจ และเข้าถึงคนในพื้นที่ ขอแนะนำว่าให้ความร่วมมือทางวิจัยและวิชาการกับมหาวิทยาลัยในพื้นที่ เพราะเป็นกลไกที่จะสร้างความน่าเชื่อถือได้มากกว่าหน่วยงานอื่นของรัฐ
กรณีการต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ อ.เทพา จ.สงขลา เช่นเดียวกับกรณีโรงไฟฟ้าที่ จ.กระบี่ ด้วย เพราะไม่มั่นใจเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เห็นใจรัฐบาลที่ต้องสร้างความมั่นคงทางพลังงานของภาคใต้ แต่ก็เข้าใจชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงต่อการดำรงชีวิตและการทำมาหากิน เรื่องนี้จึงเป็นความรับผิดชอบของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยและกระทรวงพลังงาน ที่ต้องให้ทั้งความรู้ ความเข้าใจ และเข้าถึงคนในพื้นที่ ขอแนะนำว่าให้ความร่วมมือทางวิจัยและวิชาการกับมหาวิทยาลัยในพื้นที่ เพราะเป็นกลไกที่จะสร้างความน่าเชื่อถือได้มากกว่าหน่วยงานอื่นของรัฐ
ปัญหาการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ ทั้งจากถ่านหิน หรือแม้แต่จาก ก๊าซธรรมชาติ ทำให้ไทยประสบภาวะความไม่สมดุลทางพลังงาน คือความต้องการใช้มากกว่าที่มีให้ จึงเกิดนโยบายสนับสนุนพลังงานทดแทน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ซึ่งถึงแม้จะเป็นพลังงานสะอาด แต่ก็มีต้นทุนการผลิตต่อหน่วยที่สูงกว่า ถึงแม้ต้นทุนเหล่านี้จะลดลงไปมากแล้วก็ตาม ก็ยังแพงกว่าพลังงานที่ได้จากโรงไฟฟ้าถ่านหินหรือจากก๊าซธรรมชาติ อีกทั้งอุปกรณ์เกือบทั้งหมดก็ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ แต่ที่เป็นข้อจำกัดที่สำคัญที่สุด คือข้อจำกัดทางธรรมชาติเพราะแสงอาทิตย์มีเพียงวันละ 5 ชม.เท่านั้น ที่ใช้สร้างกระแสไฟฟ้าได้ และปริมาณลมก็ขึ้นลงไม่แน่นอน ทำให้พลังงานทดแทนนี้ยังไม่สามารถใช้เป็นพลังงานหลัก ทดแทนพลังงานจากโรงไฟฟ้าแบบเดิมได้
การแก้ปัญหานี้ทำได้ด้วยการกักเก็บพลังงานไฟฟ้าไว้ในแบตเตอรี่ ที่สามารถนำออกมาใช้ได้เมื่อต้องการ ซึ่งแบตเตอรี่ถือเป็นอุปกรณ์ที่ ทุกคนคุ้นเคย ที่ใช้ในโทรศัพท์มือถือและในไฟฉายส่องสว่าง แต่ก็มีข้อจำกัดอีกเช่นกัน คือขนาดที่ต้องใหญ่ตามความจุ ซึ่งหากต้องจ่ายพลังงานให้ได้ใช้ทั้งเมืองก็คงต้องใช้แบตเตอรี่ขนาดมหึมา ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน จึงมีความพยายามสร้างแบตเตอรี่ให้มีขนาดเล็กลง จุพลังงานได้มากขึ้น และมีความปลอดภัยสูงขึ้น ไม่เกิดเพลิงไหม้หรือระเบิดได้ง่าย แบตเตอรี่ที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน คือแบตเตอรี่ชนิดลิเทียมไอออน (Lithium Ion Batteries) ซึ่งมีหลายชนิด แตกต่างกันที่คุณสมบัติ บางชนิดสามารถชาร์จได้หลายครั้ง แต่มีความเสี่ยงเพลิงไหม้ บางชนิดน้ำหนักน้อยแต่ประสิทธิภาพต่ำ บางชนิดจุได้มาก ปลอดภัย แต่ต้องใช้พื้นที่มาก
ดังนั้น งานวิจัยด้านเทคโนโลยีแบตเตอรี่ยังอยู่ในขั้นพัฒนา ยังไม่มีผู้ชนะที่แท้จริง แต่ราคาก็ถูกลงกว่าในอดีตเป็นสิบเท่า เนื่องด้วยจำนวนการผลิตที่มีมากขึ้น และเทคโนโลยีการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ความฝันเรื่องการใช้แบตเตอรี่จุพลังงานไฟฟ้าจำนวนมหาศาล จึงใกล้ความจริง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะความคาดหวังว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะมาทดแทนรถยนต์สันดาปภายใน จึงมีผู้ผลิต เช่น เทสลา บีเอ็มดับเบิลยู นิสสัน และโตโยต้า ที่กำลังแข่งขันกันสร้างรถยนต์ไฟฟ้าควบคู่กับพัฒนาแบตเตอรี่ ซึ่งมหาเศรษฐีนักฟิสิกส์ อีลอน มัสก์ เจ้าของเทสลา ถึงกับสร้างโรงงานขนาดมหึมาเพื่อวิจัยและผลิตแบตเตอรี่ที่รัฐเนวาดา และยังมีโรงงานในจีนและเกาหลีใต้ที่มีขนาดใหญ่ไม่แพ้กัน ซึ่งในห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่เหมืองแร่ธาตุลิเทียม จนมาถึงเป็นรถยนต์ไฟฟ้า ส่วนที่น่าจับตาที่สุด คือบริษัทผู้ผลิตแบตเตอรี่ชั้นนำทั้งจากอเมริกา เยอรมนี ญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้ ที่กำลังแข่งขันกันวิจัยและพัฒนาอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย เพราะรู้ว่าหากใครถึงเส้นชัยก่อน ที่เหลือจะพ่ายแพ้ในสมรภูมิเดือดทางเทคโนโลยีนี้
ไทยคงเป็นแค่ "ผู้รอซื้อ รอใช้" แต่แบตเตอรี่เป็นอนาคตพลังงาน เราจึงไม่ควรนิ่งเฉย และยิ่งหากมีการลงทุนในการวิจัยด้านนี้ อย่างน้อยเราก็ได้เลื่อนขั้นจากผู้ใช้อย่างเดียว มาเป็นผู้ใช้ที่รู้จักดัดแปลงมาพัฒนาใช้ได้เองบ้างก็ดีใจแล้ว







