posttoday
สงครามเลือกตั้งอิเล็กทรอนิกส์ 2561

สงครามเลือกตั้งอิเล็กทรอนิกส์ 2561

01 ธันวาคม 2560

ทวี สุรฤทธิกุล การเมืองก็มีระบบ Prompt Pay

ทวี สุรฤทธิกุล

การเมืองก็มีระบบ Prompt Pay

เมื่อสัปดาห์ก่อนผู้เขียนได้เดินทางไป จ.ขอนแก่น เพื่อร่วมประชุมในการประชุมทางวิชาการประจำปีของที่ประชุมสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ปอมท.) โดยในปีนี้จัดประชุมในหัวข้อเรื่อง "กระทรวงการอุดมศึกษาแก้ปัญหาการศึกษาได้จริงหรือ" สาระที่ได้จากการประชุมโดยสรุปก็คือ ชาวมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่คาดหวังว่าการมีกระทรวงการอุดมศึกษาเข้ามาดูแลการพัฒนามหาวิทยาลัยน่าจะดีกว่าที่ให้อยู่ในการดูแลของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ดังที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ และหวังว่าน่าจะเกิดได้ในยุค คสช.นี้ โดยการผลักดันของ สนช.สายอาจารย์มหาวิทยาลัยที่มีอยู่จำนวนหนึ่งนั้น

ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ ผู้เขียนได้ไปเยี่ยมญาติพี่น้องในตัวเมืองและได้คุยกับญาติคนหนึ่งที่เป็นอดีต สส.ขอนแก่น และอดีตรัฐมนตรี สังกัดพรรคการเมืองระดับกลาง ที่ขณะนี้กำลังเตรียมตัวจัดผู้สมัครลงรับเลือกตั้งให้กับพรรคการเมืองพรรคนั้น จึงได้คุยกันพอสมควรในเรื่องการที่จะเอาชนะเลือกตั้งในการเลือกตั้งครั้งที่จะมาถึงในปีหน้านี้ โดยญาติคนนั้นคงจะคิดว่าผู้เขียนในฐานะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ที่ได้ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษามาแล้วหลายเดือน คงจะสามารถชี้แนะวิธีการที่จะเอาชนะการเลือกตั้งตามกฎหมายฉบับใหม่นี้ได้

ทว่าเอาเข้าจริงๆ ผู้เขียนกลับได้ "ความรู้" เกี่ยวกับการเมืองในภาคสนามที่มีการปฏิบัติกันอยู่จริงๆ ว่า การเลือกตั้งในครั้งหน้านี้จะเป็นสงครามการเลือกตั้งด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้เขียนขอเรียกว่า "e-Election" ซึ่งวิธีการนี้เริ่มมีมาตั้งแต่การเลือกตั้งใน 2 ครั้งหลัง คือในปี 2550 และ 2554 นั้นแล้ว (ความจริงยังมีการเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 2 ก.พ. 2557 แต่มีผู้ร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัยว่าการเลือกตั้งครั้งนั้นเป็นโมฆะ)

หลายท่านคงเคยทราบมาก่อนแล้วว่าวิธีการซื้อเสียงในการเลือกตั้งทั้งสองครั้งดังกล่าวมีวิธีการที่แยบยลมาก โดยการใช้นวัตกรรมทางการเงินที่กำลังเป็นที่นิยม คือการโอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็มของธนาคาร โดยผู้สมัครรับ เลือกตั้งจะให้หัวคะแนนไปเชิญชวนผู้มีสิทธิ เลือกตั้งทำบัตรเอทีเอ็มเป็นกลุ่มๆ โดยหัวคะแนนจะได้ค่าตอบแทนเป็นรายหัวจากจำนวนบัตรเอทีเอ็มที่ได้ทำ โดยผู้สมัครจะให้คนใกล้ชิดหรือถ้าจะให้ดีก็ต้องเป็นคนที่จะสาวไม่ถึงตัวผู้สมัครนั้นได้ เป็นผู้โอนเงินตามข้อตกลงคือ ถ้าชนะเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นจึงจะมีการโอนเงินไปให้ รวมถึงถ้าได้คะแนนไม่เข้าเป้าก็จะมีการตาม "คิดบัญชี" กันเป็นรายๆ

ด้วยลักษณะที่การทำธุรกรรมทางการเงินในปัจจุบันมีลักษณะที่เป็น "ส่วนตัว" หรือที่ใช้คำภาษาอังกฤษว่า Private Banking คือ "ธนาคารส่วนตัว" กันมากขึ้น นอกจากการทำธุรกรรมจะทำได้อย่างสะดวกครั้งละเป็นจำนวนมากๆ แล้ว ก็มีเรื่องของระบบการเข้ารหัสที่รักษาความลับได้เป็นอย่างดี จึงสะดวกแก่ผู้ที่คิดทุจริตในการเลือกตั้งจะโอนเงินในการซื้อเสียงในรูปแบบต่างๆ ที่ผู้ซื้อเสียงมีความมั่นใจมากขึ้นถึงคะแนนที่จะได้รับ (วิธีการง่ายๆ อย่างหนึ่งก็เช่น การทำไลน์กลุ่ม หรือการติดต่อผ่าน Inbox ใน Facebook เพื่อยืนยันหรือรับรองการเป็นคนร่วมกลุ่ม โดยอาจจะมีการใช้รหัสเรียกขานที่ไม่เกี่ยวกับการเลือกตั้งเลยก็ได้) ในขณะที่ผู้รับเงินก็มีความสบายใจและรู้สึกปลอดภัยในการรับเงิน

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมียุทธวิธีเดิมๆ ที่เคยใช้กันมาตั้งแต่ที่ยังไม่มีการทำธุรกรรมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ นั่นก็คือ "การพนัน" พอมามี e-Banking และ e-Money ในรูปแบบต่างๆ ก็จะยิ่งทำให้การซื้อเสียงผ่านการพนันทำได้สะดวกและกว้างขวางขึ้น โดยในสมัยก่อนนั้นก็จะมี "เจ้ามือ" ซึ่งก็คือหัวคะแนนนั่นเองเป็น "คนเดินโพย" ออกรับแทงโดยตั้งอัตราได้เสียให้จูงใจ เช่น 5 ต่อ 1 หรือ 10 ต่อ 1 คือแทง 100 บาท ก็จะได้ 500 หรือ 1,000 บาท เป็นต้น หรือถ้าอยากให้จูงใจผู้แทงมากกว่านั้น (ทำนองว่าผู้จ่ายอยากจะจ่ายอยู่แล้ว) ก็ตั้งอัตราให้ห่างกันออกไปอีก อาจจะตั้งแต่ 1 ต่อ 20 ไปจนถึง 1 ต่อ 100 ซึ่งคิดว่าวิธีนี้ก็จะยังเป็นที่นิยมในการเลือกตั้งครั้งต่อไป โดยอาจจมุ่งไปที่เยาวชนคนรุ่นใหม่หรือผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นครั้งแรกๆ ที่อยู่ในโลกดิจิทัล ที่ชอบเล่นเกมหรือซื้อ Items ต่างๆ ผ่านเกมเหล่านั้น ก็จะมีความคุ้นเคยในเรื่องนี้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ยังทราบว่าอาจจะมีการ "เล่นพนันยกเขต" คือจำกัดวงเล่นอยู่ในบรรดาผู้มีอิทธิพลหรือ "นักพนันพันธุ์แท้" ที่จะมีการต่อรองเหมากันเป็นเขตๆ ทั้ง 350 เขตในระบบเลือกตั้งครั้งใหม่นี้ เพราะคะแนนเสียงที่ได้จะถูกนำไปนับเป็นคะแนนสำหรับ สส.แบบบัญชีรายชื่อ ดังนั้นพรรคการเมืองใหญ่ๆ ที่อาจจะได้ สส.แบบเขตไปหมดแล้วเพราะมีความนิยมเหนือกว่าอยู่แล้วนั้น แต่ถ้าหากอยากจะให้พรรคเล็กๆ "รวมพวง" ในแบบบัญชีรายชื่อเข้าไปด้วย ก็ต้อง "ประมูลเขต" ให้คะแนนกระจายไปสัก 3,000-5,000 คะแนน/เขต โดยลงทุนเขตละ 1-2 ล้านบาท ก็จะทำให้ได้ สส.แบบบัญชีรายชื่อเข้ามาเป็นกอบเป็นกำได้อีกเช่นกัน

เห็นที กกต.จะต้องทำงานหนักมากขึ้น เสียแล้ว n

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน