
'R-Opec' ผนึกกำลัง หวังดันน้ำมันขึ้นยาว
นันทิยา วรเพชรายุทธการประชุมของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก (โอเปก) ที่ร่วมกับประเทศนอกกลุ่มโอเปกที่นำโดยหัวหอกอย่างรัสเซีย จนกลายเป็นยุคความร่วมมือของ "โรเปก R-Opec" อย่างเต็มตัว กำลังเดินทางมาถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญอีกครั้งในการประชุมใหญ่นัดสุดท้ายของปีนี้ เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางราคาน้ำมันและพลังงานโลกในปีหน้า 2018
นันทิยา วรเพชรายุทธ
การประชุมของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก (โอเปก) ที่ร่วมกับประเทศนอกกลุ่มโอเปกที่นำโดยหัวหอกอย่างรัสเซีย จนกลายเป็นยุคความร่วมมือของ "โรเปก R-Opec" อย่างเต็มตัว กำลังเดินทางมาถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญอีกครั้งในการประชุมใหญ่นัดสุดท้ายของปีนี้ เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางราคาน้ำมันและพลังงานโลกในปีหน้า 2018
หากไม่มีอะไรผิดโผไปจากที่ คาดการณ์ไว้ แม้ว่างวดนี้ฝ่ายรัสเซียจะไม่ยอมตกล่องปล่องชิ้นง่ายๆ เหมือนที่ผ่านมาก็ตาม แต่สุดท้ายกลุ่มโรเปกก็น่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันเพื่อขยายดีลลดกำลังการผลิตน้ำมันออกไปอีกจนถึงสิ้นปี 2018 จากข้อตกลงเดิมที่จะสิ้นสุดในสิ้นเดือน มี.ค.ปีหน้า
ภายใต้ข้อตกลงนี้ โรเปกจะลดกำลังการผลิตน้ำมันลง 1.8 ล้านบาร์เรล/วัน ยาวถึงสิ้นปี เพื่อหวังพยุงภาวะน้ำมันขาขึ้นให้ลากยาว หลังจากที่ข้อตกลงซึ่งเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ต้นปีนี้เริ่มเห็นผลอย่างชัดเจนตั้งแต่ช่วงครึ่งปีหลังเป็นต้นมา เมื่อภาวะเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวดีขึ้นอย่างชัดเจนเป็นวงกว้าง จนเพิ่มสัดส่วนการใช้น้ำมันในหลายประเทศ ทั่วโลก ท่ามกลางซัพพลายน้ำมันในสหรัฐที่ลดลง
หากเป็นเช่นนั้นก็มีสิทธิที่ราคาน้ำมันในปีหน้าจะเข้าสู่ภาวะขาขึ้นต่อเนื่องยาว ตามที่สำนักวิเคราะห์หลายแห่งทยอยเปิดเผยคาดการณ์ราคาน้ำมันโลกในปีหน้ากันออกมาแล้ว บนสมมติฐานว่ารัสเซียจะยอมร่วมมือขยายข้อตกลงออกไปจนถึงสิ้นปีหน้า
หน่วยงานเศรษฐกิจหลายแห่งในปัจจุบัน อาทิ ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ปรับขึ้นคาดการณ์เฉลี่ยราคาน้ำมันปี 2018 เป็น 56 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล จากราคาเฉลี่ยที่ 53 ดอลลาร์/บาร์เรล ในปีนี้ บนปัจจัยของดีมานด์น้ำมันที่เพิ่มขึ้นตามการเติบโตของเศรษฐกิจโลก และจากข้อตกลงลดการผลิตของกลุ่มโอเปกกับพันธมิตร
ขณะที่บริษัทจัดอันดับเครดิต เอสแอนด์พี โกลบอล ปรับเพิ่ม คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเบรนต์อีก 10% ไปอยู่ที่ 55 ดอลลาร์/บาร์เรล
"เราเชื่อว่าราคาที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นนั้น สะท้อนมาจากข้อตกลงลดการผลิตของโอเปก รวมถึงซัพพลายน้ำมันที่ทยอยลดลง การผลิตในบางพื้นที่ชะลอตัวลงชั่วคราว รวมถึงบรรยากาศในตลาดที่ดีขึ้นเพราะเชื่อในดีมานด์ขาขึ้นหลังจากนี้" เอสแอนด์พี ระบุ
ก่อนหน้านี้ สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) รวมไปถึงหน่วยงานด้านพลังงานอื่นๆ ต่างระบุในทิศทางเดียวกันว่า ความต้องการบริโภคน้ำมันในปีหน้าจะมีอัตราขยายตัว 1.8% หรือสูงกว่านั้น อันเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้นทั้งในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งเมื่อดูตัวเลขภาคการผลิต ส่งออก และการบริโภค ตั้งแต่ฝั่งเอเชียไปจนถึงยุโรปและสหรัฐ จะเห็นได้ชัดเจนว่ามีตัวเลขที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องมาหลายเดือนติดต่อกัน สะท้อนให้เห็นโมเมนตัมเศรษฐกิจขาขึ้นอย่างชัดเจนเพียงพอแล้ว
อย่างไรก็ดี หากผลของการประชุมไม่ออกมาอย่างที่ตลาดตั้งความหวังล่วงหน้าเอาไว้ ก็อาจสร้างแรงกระเพื่อม ต่อทิศทางพลังงานโลกครั้งใหญ่ ในปีหน้า เช่นที่ธนาคารบาร์เคลย์สคาดว่าอาจฉุดราคาของน้ำมันดิบเบรนต์ลดลงทันทีจากระดับเกือบ 64 ดอลลาร์/บาร์เรล ลงไปอยู่ที่ช่วงกลางของ 50 ดอลลาร์/บาร์เรลได้ แม้ว่าที่สุดแล้วจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยก็ตาม
ทั้งนี้ เป็นเพราะภาคพลังงานในรัสเซียเริ่มแสดงความไม่พอใจต่อการกดดันให้ขยายข้อตกลงครั้งนี้ ในช่วงจังหวะที่รัสเซียมีโอกาสโกยรายได้จากการขายน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมากที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา โดยได้ แซงหน้าซาอุดิอาระเบียขึ้นเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันให้ลูกค้ารายใหญ่อย่างจีน มากที่สุดเป็นอันดับ 1 ไปแล้วในปีนี้ โดยส่งออกน้ำมันวันละกว่า 1 ล้านบาร์เรล และขึ้นเป็นผู้ส่งออกเบอร์ 1 เป็นเดือนที่ 8 ติดต่อกัน ขณะที่บริษัทน้ำมันหลายแห่งก็เริ่มทำกำไรได้สูงขึ้นมากในช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางฝ่ายเชื่อว่ารัสเซียภายใต้การนำของประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน น่าจะ เดิมพันความร่วมมือทางเศรษฐกิจระยะยาวกับซาอุดิอาระเบียมากกว่าแค่เรื่องราคาน้ำมัน หลังจากที่ทั้งสองประเทศสามารถยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างกันได้ใกล้ชิดขึ้นมากในปีนี้ จากการเสด็จเยือนรัสเซียเป็นครั้งแรกของสมเด็จ พระราชาธิบดีแห่งซาอุดิอาระเบีย และมีการลงนามความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและพลังงานระหว่างกันมหาศาล
ปัจจุบันซาอุดิอาระเบีย อิหร่าน และอิรัก 3 ประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน รายใหญ่ในกลุ่มโอเปกต่างส่งสัญญาณอย่างพร้อมเพรียงว่า ต้องการเดินหน้าข้อตกลงถึงสิ้นปีหน้า ซึ่งพร้อมยืดหยุ่นเจรจาใหม่กับรัสเซียในการประชุมใหญ่ของโอเปกกลางปีหน้า หรือในเดือน มิ.ย. 2018 หากสถานการณ์ในอนาคตไม่เป็นไปอย่างที่คาดไว้ หรือตลาดร้อนแรงเกินไปอย่างที่รัสเซียส่งสัญญาณกังวลออกมา
ทว่า จนกว่าจะถึงเวลานั้นดูเหมือนว่ากลุ่มโรเปกจะยังไม่มีใครเริ่มพูดถึงกลยุทธ์ขาออกจากความร่วมมือในครั้งนี้ ในวันที่ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันโลกยังต้องอาศัยการผูกขาดร่วมกันเพื่อ ดิ้นพลิกฟื้นราคาน้ำมันใหม่สู่ยุคขาขึ้นอย่างแท้จริงอีกครั้ง ก่อนที่ยุคไร้น้ำมันกำลังจะคืบคลานมาถึงในอนาคต อันใกล้นี้ n







