posttoday
เศรษฐกิจไทยช่างน่าตื่นเต้น

เศรษฐกิจไทยช่างน่าตื่นเต้น

23 พฤศจิกายน 2560

ประกิต สิริวัฒนเกตุ & ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์สัปดาห์ที่ผ่านมาการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ ของไทย โดยรวมสร้างความตื่นเต้นกันอย่างมากมาย เริ่มตั้งแต่สภาพัฒน์รายงานอัตราเติบโตเศรษฐกิจ (จีดีพี) งวดไตรมาส 3 ขยายตัว 4.3% สูงที่สุดในรอบ 18 ไตรมาส โดยมีปัจจัยสนับสนุนมาจากการส่งออกและการบริโภคเอกชน การใช้จ่ายภาครัฐ ทั้งนี้ สภาพัฒน์ได้ทำการปรับคาดการณ์จีดีพีของไทยทั้งปี 2560 เป็นขยายตัว 3.9% จากเดิมที่คาดไว้ในช่วง 3.5-4% และคาดจีดีพีปี 2561 เติบโต 3.6-4.6%

ประกิต สิริวัฒนเกตุ & ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์

สัปดาห์ที่ผ่านมาการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ ของไทย โดยรวมสร้างความตื่นเต้นกันอย่างมากมาย เริ่มตั้งแต่สภาพัฒน์รายงานอัตราเติบโตเศรษฐกิจ (จีดีพี) งวดไตรมาส 3 ขยายตัว 4.3% สูงที่สุดในรอบ 18 ไตรมาส โดยมีปัจจัยสนับสนุนมาจากการส่งออกและการบริโภคเอกชน การใช้จ่ายภาครัฐ ทั้งนี้ สภาพัฒน์ได้ทำการปรับคาดการณ์จีดีพีของไทยทั้งปี 2560 เป็นขยายตัว 3.9% จากเดิมที่คาดไว้ในช่วง 3.5-4% และคาดจีดีพีปี 2561 เติบโต 3.6-4.6%

ประเมิน Hey Highlight สำหรับจีดีพีงวดนี้คือ

1.เป็นการเติบโตที่มีคุณภาพมากขึ้นจากงวดครึ่งปีแรก (ครึ่งแรกปี 2560) ที่แม้จะขยายตัว 3.5% แต่เกิดจากการเติบโตของสินค้าคงเหลือถึง 2.75% โดยในงวดไตรมาส 3 ในส่วนของสินค้าคงเหลือโตเพียง 0.7% ขณะที่ความต้องการขั้นสุดท้ายขยายตัวแรง 3.6%

2.ไตรมาส 3 แม้การส่งออกและการท่องเที่ยวจะเป็นปัจจัยสำคัญ แต่สิ่งที่แตกต่างไปจากงวดก่อนหน้าคือ ภาคอื่นๆ ได้เริ่มฟื้นตัวตามๆ กันขึ้นมา โดยเฉพาะการฟื้นตัวของภาคเอกชน ซึ่งได้ยอดขายรถยนต์เป็นตัวจักรสำคัญ

3.การลงทุนภาคเอกชนกลับมาเติบโตครั้งแรกนับตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2559 ขณะที่การลงทุนภาครัฐชะลอตัวลงเล็กน้อย

4.กิจกรรมก่อสร้างส่งสัญญาณกำลังพ้นจุดต่ำสุด โดยติดลบน้อยลงเหลือ -1.7% จากช่วงเดียวกันของ ปีก่อน จากงวดก่อนหน้าที่ -6.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

5.การบริโภคภาคเอกชนได้แรงขับเลื่อนจากกลุ่มที่มีรายได้ปานกลางและรายได้สูง ซึ่งมาตามสัญญาณการฟื้นตัวของรายได้นอกภาคเกษตร ขณะที่ยังคงต้องระวังและจับตาในกลุ่มรายได้ต่ำ แม้รายได้ภาคเกษตรจะดีขึ้น แต่มาจากในส่วนของปริมาณผลผลิตที่มากขึ้น ส่วนด้านราคาในสินค้าเกษตรหลายๆ ตัวยังมีทิศทางปรับลดลง

อัตราเติบโตจีดีพีที่รายงานออกมาดีมากๆ นี้ ไส้ในเป็นการขยายตัวที่เต็มไปด้วยคุณภาพ และชี้นำให้เห็นถึงทิศทางของเศรษฐกิจในระยะถัดไปจะดีต่อเนื่อง จากการตื่นของเครื่องจักร การลงทุน การบริโภคภาคเอกชน

ถัดมาเป็นกระทรวงพาณิชย์เผยรายงานตัวเลขการค้าไทยเดือน ต.ค. ส่งออกมีมูลค่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 13.1% ขณะที่การ นำเข้ามีมูลค่า 1.98 หมื่นล้านดอลลาร์ ขยายตัว 13.5% ส่งผลให้ดุลการค้าเกินดุล 214.4 ล้านดอลลาร์

KS Research มีมุมมองต่อตัวเลขการส่งออกดังกล่าวดีขึ้นในเกือบทุกๆ ส่วน โดยมีประเด็นสำคัญที่การส่งออกรถยนต์โตถึง 25% (ส่วนการรายงานของ ส.อ.ท. ว่าการส่งออกรถยนต์ลดลง 11.97% นั้นเป็นในด้านจำนวนรถ แต่ในด้านมูลค่านั้นมีการปรับเพิ่มขึ้นตามที่กระทรวงพาณิชย์รายงาน เพราะเป็นการส่งออกรถกระบะมากขึ้น สวนทางกับการส่งออกรถอีโคคาร์ที่น้อยลง) การส่งออกสินค้าที่ต้องใช้แรงงานเป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างสิ่งทอก็ขยายตัวได้ถึง 6.8% มองการส่งออกของภาคอุตสาหกรรมที่ดี ขึ้น ที่น่าสนใจก็คือ ด้านประเทศคู่ค้าได้เห็นการส่งออกไปยังจีนเพิ่มมากขึ้น 26.5% และส่งไปยังอาเซียนเพิ่ม 8.4% ซึ่งการกลับมาของทั้งสองกลุ่มนี้สะท้อนถึงการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของทั้งจีนและอาเซียน คาดว่าจะมีวงจรการขยายตัวต่อเนื่อง และจะส่งผลบวกต่อการ ส่งออกโดยรวม เนื่องจากมีสัดส่วนการค้าสูงถึง 36% ของทั้งหมด

ด้านการนำเข้าขยายเพิ่ม 13.5% เป็นการนำเข้าสินค้าทุน +6.1% วัตถุดิบ +10.3% สินค้าอุปโภคบริโภค +8.6% ซึ่งสะท้อนถึงการฟื้นตัวของการลงทุนในประเทศ รวมไปถึงรายได้ของผู้มี รายได้ปานกลางถึงสูงที่ดี ซึ่งจะไปส่งผลให้การบริโภคในประเทศขยายตัวขึ้นด้วย

ด้วยข้อมูลเศรษฐกิจทั้งจีดีพีและตัวเลขการค้าที่มีการรายงานใน 3 วันที่ผ่านมา ล้วนชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การลงทุน และการบริโภคในประเทศถือว่าสอดคล้องกับธีมการลงทุน วงจรการลงทุนและการบริโภคในประเทศฟื้นตัว

KS Research นำเสนอมาโดยตลอด โดยยังคงเชื่อว่าธีมการลงทุนดังกล่าวจะสามารถให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาดต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี 2561 ซึ่งมีปัจจัยบวกรอสนับสนุนหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น

1) ปี 2561 ปีแห่งการเฉลิมฉลองรัชกาลใหม่ ซึ่งจะเป็นปัจจัยหลักในการหนุนการบริโภคและการท่องเที่ยวให้ขยายตัวอย่างร้อนแรง

2) การเร่งเครื่องลงทุนด้านต่างๆ ของภาครัฐก่อนถึงการเลือกตั้งปลายปี

3) การลงทุนทางตรงที่จะมีมากขึ้นหลังการออก พ.ร.บ.โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี)

4) การส่งออกที่จะเติบโตตามการ กลับมาเร่งขยายตัวอีกครั้งของเศรษฐกิจจีนรวมไปถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในอาเซียน โดยหุ้นที่ควรซื้อสะสมแบ่งตามธีมการลงทุนยังคงเป็นเหมือนที่แนะนำมาตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา คือ วงจรลงทุนในนิคมอุตสาหกรรม AMATA WHA TICON JWD

รับเหมาก่อสร้างที่ปรับตัวเมื่อวานนี้ ถือเป็นโอกาสในการเข้าซื้อ STEC CK UNIQ PYLON ธนาคาร BBL TISCO KKP Consumption Play ค้าปลีก CPN ROBINS CPALL HMPRO COM7 KAMART โรงแรม & ร้านอาหาร CENTEL MINT

ข่าวล่าสุด

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน