
พรรคการเมืองกับเลือกตั้ง
เมื่อเราเลือกที่จะเป็นระบอบประชาธิปไตย การคัดสรรตัวแทนจึงกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของระบอบ
เมื่อเราเลือกที่จะเป็นระบอบประชาธิปไตย การคัดสรรตัวแทนจึงกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของระบอบ เพราะมีคนจำนวนมากเกินกว่าที่ทุกคนจะช่วยกันทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินโดยตรงได้ แต่มิได้หมายความว่า ทุกคนช่วยกันบริหารราชการแผ่นดินโดยอ้อมไม่ได้ และไม่ได้แปลว่าเมื่อมีตัวแทนจะทำให้เราไม่สามารถเข้าบริหารราชการแผ่นดินร่วมกันโดยตรงได้
แม้ภายใต้การมีตัวแทน กลไกการบริหารราชการแผ่นดิน หรือ ตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ของบ้านเมืองโดยตรงสำหรับประชาชนทุกคนก็ยังคงมีอยู่ แต่เพราะเหตุตัวแทน การบริหารราชการแผ่นดินทั่วไป พรรคการเมืองจึงเป็นตัวเชื่อมประสานที่หากขาดไป ก็อาจจะทำให้ระบอบไม่สามารถขับเคลื่อนได้อย่างเป็นระเบียบ หรืออาจจะขลุกขลัก เนื่องจากไม่มีที่รวมกันของผู้มีอุดมการณ์ร่วมกันในการบริหาร และจัดการความเป็นไปในบ้านเมือง
ยิ่งไปกว่านั้นการคัดเลือกให้ได้มาซึ่งตัวแทน ไม่ใช่สักแต่ว่าจะทำอย่างไรก็ได้ การออกแบบระบบ หรือกลไกการได้มาซึ่งตัวแทน หรือที่เรียกกันในท้ายที่สุดเมื่อเข้าสภาว่า "ผู้แทน" เป็นสิ่งที่สำคัญ เหตุเช่นนี้จึงเป็นที่มาของการที่ประเทศแต่ละประเทศล้วนมีกฎเกณฑ์ในการควบคุม กำกับ ดูแล พรรคการเมือง หลายประเทศไปไกลถึงขนาดที่ประชาชนสามารถที่จะทำหน้าที่เป็นกฎเกณฑ์ได้ในระดับอันเป็นที่น่าพึงพอใจ พรรคการเมืองจะต้องฟังเสียงของประชาชน และไม่ใช่เฉพาะช่วงเลือกตั้งเท่านั้น
ระบบการเลือกตั้งสำหรับระดับประเทศก็เช่นกัน เหตุที่จะต้องมีการออกแบบกันเป็นการเฉพาะ ก็เพื่อให้มีประชาชนเครื่องมือที่จะคัดสรรบุคคลที่เป็นผู้สมัคร หรือตัวแทนพรรคต่างๆ ซึ่งจะคัดกรองคนอีกรอบหนึ่ง อันเป็นรอบที่สำคัญ เพราะถ้าผ่านรอบนี้ไปได้ ผู้สมัครของแต่ละพรรค หรือผู้สมัครอิสระในประเทศที่กำหนดให้มีได้ ก็จะได้เข้าไปเป็นผู้แทนของประชาชน
ผู้สมัครของแต่ละพรรคจะได้เข้าไปเป็นผู้แทนของประชาชน ระบบการเลือกแตกต่างกันไป บางระบบก็ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน เพียงแค่ใครได้อันดับที่หนึ่งในเขตเลือกตั้งผู้นั้นก็ได้เป็นผู้แทน และใช้ระบบเขตเพียงอย่างเดียว คะแนนเสียงที่เลือกผู้ที่ไม่ได้คะแนนอันดับหนึ่งจะไม่ได้ถูกนำมาคิด หากสามารถที่จะยอมรับระบบเช่นนี้ และทำให้บ้านเมืองเดินไปได้ด้วยความเรียบร้อยก็จะทำให้ไม่มีปัญหาอะไร หากมิได้เป็นเช่นนั้นก็อาจจะต้องออกแบบระบบกันใหม่







