
ส.อ.ท.จี้รัฐดูค่าเงินบาท 8 เดือนทำรายได้สูญ 9 หมื่นล้าน
ส.อ.ท. เร่งรัฐดูแลค่าเงิน 8 เดือน ทำรายได้สูญไปแล้ว 9 หมื่นล้านบาท เอสเอ็มอีประสบปัญหาขาดทุน อาจทำให้ต้องมีการลดขนาดธุรกิจ เพราะไม่สามารถปรับราคาขายได้ทันกับการแข็งของค่าเงิน
ส.อ.ท. เร่งรัฐดูแลค่าเงิน 8 เดือน ทำรายได้สูญไปแล้ว 9 หมื่นล้านบาท เอสเอ็มอีประสบปัญหาขาดทุน อาจทำให้ต้องมีการลดขนาดธุรกิจ เพราะไม่สามารถปรับราคาขายได้ทันกับการแข็งของค่าเงิน
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่ามากขึ้น เริ่มส่งผลกระทบต่อการแข่งขันของผู้ส่งออกอย่างมาก เนื่องจากค่าเงินบาทแข็งค่ามากกว่าค่าเงินของประเทศคู่แข่ง รวมถึงแข็งมากที่สุดในภูมิภาค ทำให้ผู้ประกอบการปรับราคาได้ไม่คุ้มกับอัตราการแข็งค่าของเงินบาท โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่เริ่มประสบปัญหาขาดทุน แต่ยังจำเป็นต้องขายสินค้าเพื่อรักษาตลาด และรักษาสภาพคล่องของธุรกิจ ซึ่งอาจทำให้หลายกิจการต้องลดขนาดธุรกิจลง
ทั้งนี้ การที่ผู้ส่งออกไม่สามารถปรับราคาสินค้าให้ทันกับการแข็งค่าของเงินบาท ผลก็คือ รายได้ที่หายไป ซึ่งตัวเลขการส่งออก 8 เดือน (ม.ค.-ส.ค.2553) ในภาพของมูลค่าเงินเหรียญสหรัฐ มีมูลค่าทั้งสิ้น 1.25 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวเพิ่มขึ้น 32.6% แต่หากคิดในแง่ของเงินบาท กลับมีมูลค่า 4.04 ล้านล้านบาท ขยายตัวเพียง 24.3% ซึ่งต่างกันถึง 8.3% แสดงถึงรายได้ที่หายไปประมาณ 9.85 หมื่นล้านบาท และในช่วงไตรมาส 4 หากค่างเงินยังแข็งค่าอยู่ในระดับนี้ มูลค่าการส่งออกก็น่าจะหายไปประมาณ 2 หมื่นล้านบาท หรือมากกว่านั้น
รวมทั้งเริ่มส่งผลกระทบต่อการนำเข้าสินค้าแล้วเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าวัตถุดิบหรือกึ่งวัตถุดิบ ที่แต่เดิมผู้ประกอบการจะซื้อจากผู้ผลิตในประเทศ แต่ขณะนี้เริ่มนำเข้ามาจากต่างประเทศแล้ว เพื่อลดต้นทุนการผลิต เป็นผลลบต่อผู้ประกอบการในประเทศ และจะส่งผลกระทบในวงกว้างมากขึ้น จึงไม่ต้องการให้เงินบาทแข็งค่าต่ำไปกว่าระดับ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
สำหรับผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อภาคการส่งออกแบ่งแยกเป็นรายอุตสาหกรรม เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องหนัง เกิดปัญหาในการแข่งขันด้านราคา จารกเดิมที่รับคำสั่งซื้อในราคา 43 บาท แต่ปัจจุบันกำหนดราคาไว้ที่ 28-29 บาท เนื่องจากต้องแข่งขันกับอินเดียที่มีต้นทุนราคาสินค้าถูกกว่า ส่วนกลุ่มไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ในยอดการส่งออกเพิ่มขึ้น แต่มูลค่ารายได้ลดลง ขณะที่กลุ่มอาหารสำเร็จรูป มีผลกระทบมาก ไม่สามารถขึ้นราคาสินค้าได้ และการทำประกันค่าเงินไม่สามารถทำได้ทุกราย โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี จึงอาจจะมีการทยอยปิดโรงงานในเร็วๆ นี้
ด้านการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อบ้าน เช่น ลาว พม่า เริ่มมีการขอต่อรองราคาสินค้า เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการแลกค่าเงิเหรียญสหรัฐเป็นเงินบาท เพื่อซื้อสินค้าจากประเทศไทยเช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ ส.อ.ท.ได้เสนอ 7 มาตรการเร่งด่วนเพิ่มเติมเพื่อขอให้ภาครัฐดำเนินการช่วยเหลือได้แก่ 1.ขอให้ผู้ส่งออกชำระค่าระวางเรือได้โดยไม่ต้องแลกเป็นเงินบาท 2.ขอให้กระทรวงการคลังเร่งหาแนวทางให้ผู้ส่งออกชำระค่าสินค้าเป็นเงินตราต่างประเทศ 3.ขอให้กรมศุลกากรลดค่าใบขนส่งให้เพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการในระยะสั้น 4.ขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ลดการออกมาวิพากษ์เกี่ยวกับการส่งออกว่าไม่ได้รับผลกระทบจากบาทแข็ง 5.ขอให้ ธปท.และคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.75% และ 7.ขอให้รัฐบาลมีการสนับสนุนสภาพคล่องผู้ส่งออกเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบผ่านธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอีแบงก์)ในการปล่อยสินเชื่อวงเงิน 5,000 ล้านบาท
“ส.อ.ท.จะไปหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลัง และกระทรวงพาณิชย์ ว่ามีปัญหาและอุปสรรคอะไรบ้างในการดำเนินมาตรการช่วยผู้ส่งออก เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่จริงหากไม่เร่งทำอะไรเลยก็จะยิ่งแย่ โดยสัปดาห์หน้าจะเริ่มหารือกับกระทรวงพาณิชย์ก่อน”นายพยุงศักดิ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการต้องเร่งช่วยเหลือตัวเองด้วย โดยการหลีกเลี่ยงการใช้เงินสกุลหลักในการค้าขาย ถ้าเป็นไปได้ให้ใช้เงินสกุลของประเทศคู่ค้า โดยรัฐบาลอาจจะเข้ามาช่วยดูแลเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนในส่วนนี้ด้วย เพื่อให้เป็นอีกทางออกหนึ่งของผู้ประกอบการ







