
ซาอุฯเทหมดหน้าตัก ล้างบางการเมืองแลกปฏิรูป
นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์ ข่าวการกวาดล้างคอร์รัปชั่นครั้งใหญ่ที่สุดของ "ซาอุดิอาระเบีย" เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่ทั่วโลกจับตาอย่างใกล้ชิด เมื่อคณะกรรมการต่อต้านคอร์รัปชั่นของมกุฎราชกุมาร เจ้าชาย "โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน" ออกปฏิบัติการณ์ฟ้าแลบกวาดจับกุมเจ้าชาย 11 พระองค์ รัฐมนตรี 4 คน และอดีตรัฐมนตรีอีกหลายสิบคน ซึ่งอาจได้ชื่อว่าเป็นการกวาดจับเชื้อพระวงศ์ครั้งใหญ่ที่สุดที่เคยมีมา
นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์
ข่าวการกวาดล้างคอร์รัปชั่นครั้งใหญ่ที่สุดของ "ซาอุดิอาระเบีย" เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่ทั่วโลกจับตาอย่างใกล้ชิด เมื่อคณะกรรมการต่อต้านคอร์รัปชั่นของมกุฎราชกุมาร เจ้าชาย "โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน" ออกปฏิบัติการณ์ฟ้าแลบกวาดจับกุมเจ้าชาย 11 พระองค์ รัฐมนตรี 4 คน และอดีตรัฐมนตรีอีกหลายสิบคน ซึ่งอาจได้ชื่อว่าเป็นการกวาดจับเชื้อพระวงศ์ครั้งใหญ่ที่สุดที่เคยมีมา
นักวิเคราะห์หลายฝ่ายมองว่า การกวาดล้างดังกล่าวไม่ต่างอะไรกับเกมชิงบัลลังก์ในซาอุดิอาระเบีย ซึ่งกรุยทางสู่การเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ฐานอำนาจของมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด ซึ่งทรงได้รับการแต่งตั้งเป็นรัชทายาทลำดับ 2 จากเดิมที่ลำดับ 3 เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา
เพราะนอกจากมีการจับกุมเจ้าชาย "อัลวาลีด บิน ทาลาล" หนึ่งในมหาเศรษฐีรายใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในทวิตเตอร์ ซิตี้กรุ๊ป และนิวส์คอร์ปแล้ว สมเด็จพระราชาธิบดี ซัลมาน บิน อับดุลอาซิส อัลซาอูด ยังมีพระราชโองการปลดเจ้าชาย "มิเทป บิน อับดุลเลาะห์" ออกจากรัฐมนตรีกองกำลังป้องกันมาตุภูมิ โดยเจ้าชาย มิเทป บิน อับดุลเลาะห์ ทรงเป็นพระราชโอรสของอดีตสมเด็จพระราชาธิบดีพระองค์ก่อน และทรงเคยได้รับการคาดการณ์ว่าจะขึ้นเป็นกษัตริย์พระองค์ต่อไป
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่เพียงสร้างความสั่นสะเทือนทางการเมืองในซาอุฯ แต่ยังเป็นการขยับตัวครั้งใหญ่ของยักษ์ส่งออกน้ำมันของโลก เพื่อขับเคลื่อนแผนกลยุทธ์ "ซาอุดิ วิชั่น 2030" ของมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด ในการลดการพึ่งพารายได้จากน้ำมัน และส่งเสริมการขยายตัวของภาคเอกชนและภาคอุตสาหกรรมใหม่ๆ เพื่อสร้างการขยายตัวทางเศรษฐกิจอันแข็งแกร่งให้ซาอุดิอาระเบียท่ามกลางยุคน้ำมันราคาถูก โดยล่าสุดเมื่อปลายเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ซาอุดิอาระเบียได้เผยแผนสร้างเขตธุรกิจและอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เมกะซิตี้ในชื่อ "นีออม" (NEOM) วงเงิน 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 16 ล้านล้านบาท) เพื่อหวังผลักดันให้เป็นฮับเศรษฐกิจในภูมิภาคตะวันออกกลางด้วย
อย่างไรก็ดี การเดินเครื่องแผนปฏิรูปต้องเผชิญอุปสรรคใหญ่เรื่องเงิน หลังซาอุดิอาระเบียประสบกับการขาดดุลงบประมาณอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2015 อยู่ที่ 1 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 3.3 ล้านล้านบาท) และ 7.1 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 2.3 ล้านล้านบาท) เมื่อปี 2016 แม้อัตราการขาดดุลจะปรับลดลง แต่รัฐบาลยังจำเป็นต้องใช้มาตรการรัดเข็มขัดที่รวมถึงการลดสวัสดิการข้าราชการ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 70% ของประเทศ และเสนอแผนเมกะโปรเจกต์อย่างการแปรรูป "อรามโก" รัฐวิสาหกิจน้ำมันของประเทศเพื่อระดมทุนมาใช้ในแผนปฏิรูปประเทศสู่อนาคต
แต่มาตรการรัดเข็มขัดในช่วงที่ผ่านมาต้องเผชิญความล้มเหลว เพราะสุดท้ายแล้วรัฐบาลซาอุดิอาระเบียต้องกลับลำ หันมาจ่ายค่าสวัสดิการให้ข้าราชการและทหาร ขณะที่แผนขายหุ้นอรามโก สัดส่วนราว 5% ซึ่งคาดว่าจะระดมทุนได้ถึง 3-4 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 9.95-13.2 ล้านล้านบาท) ได้รับการต่อต้านอย่างหนัก ทั่วประเทศ
ด้วยเหตุนี้ การกวาดล้างคอร์รัปชั่น ครั้งล่าสุดจึงเป็นการกระชับอำนาจให้มกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด ซึ่งแม้ว่าจะสร้างความไม่แน่นอนและบั่นทอนเสถียรภาพประเทศ จนอาจทำให้นักลงทุนต่างชาติเสียความเชื่อมั่นในซาอุดิอาระเบียไปบ้าง แต่ก็เป็นการดำเนินการที่จำเป็นในการลดรายจ่ายของรัฐบาล เพิ่มความโปร่งใสในการบริหารประเทศ และผลักดันการปฏิรูปเศรษฐกิจ
"เห็นได้ชัดว่าแคมเปญปราบปรามคอร์รัปชั่นดังกล่าวเป็นมาตรการเตรียมพร้อมเพื่อสร้างฐานอำนาจของมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด ขจัดกลุ่มคนใดก็ตามที่จะคัดค้านแผนกลยุทธ์ และระดมเสียงสนับสนุนจากภาครัฐบาลเพื่อผลักดันการปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคมดังกล่าว โดยหากช่วงการกวาดล้างคอร์รัปชั่นผ่านพ้นไปอย่างราบรื่น แผนปฏิรูปจะเดินหน้าต่อได้ ซึ่งนั่นเป็นสัญญาณในด้านทางบวก" โรบิน มิลส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของบริษัทพลังงาน กามาร์ อีเนอร์จี และอดีตผู้บริหารบริษัท รอยัล ดัตช์ เชลล์ กล่าว
ทว่า ภารกิจการปราบคอร์รัปชั่น ครั้งล่าสุดเพียงอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอต่อการพาแผนการซาอุดิ วิชั่น 2030 ไปถึงฝั่งฝัน เพราะงานยากของรัฐบาลซาอุฯ อยู่ที่การเพิ่มรายได้จากเศรษฐกิจนอกภาคน้ำมัน เพื่อเอามาทดแทนรายได้จากน้ำมันให้ได้
ทั้งนี้ แผนวิสัยทัศน์ดังกล่าวตั้งเป้าหมายจะเพิ่มขนาดเศรษฐกิจในส่วนที่ไม่ใช่น้ำมันขึ้น 6 เท่า เป็น 2.66 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 9.3 ล้านล้านบาท) ภายในอีก 14-15 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ดี อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจนอกภาคน้ำมันและกิจกรรมทางเศรษฐกิจภาคเอกชนขยับขึ้นเพียง 0.2% เมื่อปี 2016 ขณะที่เศรษฐกิจภาคน้ำมันขยายตัวถึง 3.8%
อัตราการขยายตัวที่ไม่ถึง 1% ของเศรษฐกิจนอกภาคน้ำมัน ถือเป็นอุปสรรคใหญ่ในการไปสู่เป้าหมายการสร้างรายได้จากเศรษฐกิจภาคส่วนดังกล่าวที่ 1 ล้านล้านเรียล (ราว 8.8 ล้านล้านบาท) ตามแผนวิชั่น 2030 โดยเมื่อปี 2016 การส่งออกสินค้าที่ไม่ใช่น้ำมันของซาอุดิอาระเบียอยู่ที่ประมาณ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 8.28 แสนล้านบาท) เท่านั้น นับว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับสินค้าประเภทน้ำมันที่ 1.49 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 4.93 ล้านล้านบาท)
นอกจากนี้ การเพิ่มสัดส่วนกิจกรรมทางเศรษฐกิจของภาคเอกชนที่ไม่ใช่น้ำมันให้ไปอยู่ที่ 65% ของขนาดเศรษฐกิจ ยังเป็นอีกหนึ่งความท้าทายของรัฐบาลซาอุฯ เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ยังไม่ได้ขยายตัวอย่างแข็งแกร่งมากนัก และการขยายตัวของบางภาคส่วนยังชะลอตัวลง เช่น ภาคการก่อสร้างและภาคการค้าปลีกที่หดตัวลง 3.3% และ 1.6% ขณะที่ภาคการคมนาคมและภาคบริการธุรกิจการเงิน ปรับตัวขึ้น 2.8%
แม้ซาอุดิอาระเบียจะตัดใจยอมใช้ไม้แข็งยกเครื่องการเมืองในประเทศ เพื่อหวังเร่งเกียร์แผนปฏิรูปเศรษฐกิจสู่อนาคต แต่ขณะนี้ก็ยังไม่แน่ชัดว่าการยอมแลกดังกล่าวจะพาไปประเทศไปสู่อนาคตอันสดใสได้จริงหรือไม่ ท่ามกลางปัญหาอีกนานัปการที่ยังต้องรอการสะสาง n







