
การเมืองอัตลักษณ์แดนอิเหนา
ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์เมื่อซินดี้ อายุ 15 ปี เธอเห็นฉากการฆ่ากันหน้าโรงเรียนช่วงกลางวันแสกๆ ในเมืองบันดุง เมืองเอกของจังหวัดชวาตะวันตกของอินโดนีเซีย โดยฝ่ายก่อเหตุคือแก๊งวัยรุ่นกลุ่มหนึ่ง ส่วนฝ่ายเหยื่อที่ถูกแทงจนตาย เป็นเด็กวัยรุ่นอายุมากกว่าเธอเพียงนิดหน่อยเท่านั้น แม้จะเกิดเหตุนองเลือดขึ้นในที่สาธารณะ แต่กลับไม่มีใครกล้ายื่นมือเข้าไปช่วย
ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
เมื่อซินดี้ อายุ 15 ปี เธอเห็นฉากการฆ่ากันหน้าโรงเรียนช่วงกลางวันแสกๆ ในเมืองบันดุง เมืองเอกของจังหวัดชวาตะวันตกของอินโดนีเซีย โดยฝ่ายก่อเหตุคือแก๊งวัยรุ่นกลุ่มหนึ่ง ส่วนฝ่ายเหยื่อที่ถูกแทงจนตาย เป็นเด็กวัยรุ่นอายุมากกว่าเธอเพียงนิดหน่อยเท่านั้น แม้จะเกิดเหตุนองเลือดขึ้นในที่สาธารณะ แต่กลับไม่มีใครกล้ายื่นมือเข้าไปช่วย
สภาพเมืองที่ไม่ปลอดภัยในขณะนั้น ทำให้พ่อของซินดี้ฝึกฝนให้เธอมีความแข็งแกร่งและแต่งตัวแบบผู้ชาย ส่งผลให้ซินดี้ในช่วงวัยรุ่นประพฤติตัวแหวกขนบชาวมุสลิม ไม่ว่าจะเป็นการฟังเพลงบริตนีย์ สเปียร์ส ที่ถือว่า "ไม่เหมาะสม" ในสายตาผู้ใหญ่ และการเจาะหูหลายรู ซึ่งพฤติกรรมนอกกรอบเหล่านี้สร้างความกังวลให้ครูบาอาจารย์และพ่อแม่ของเธอ
ทว่า เมื่อซินดี้เติบโตขึ้น เธอเริ่มเข้าใจพ่อแม่และต้องการเลี้ยงลูกให้เป็นมุสลิมที่ดี จากการที่ยอมย้ายบ้านจากเกาะบาหลีกลับมายังเมืองบันดุง แม้ธุรกิจรับจ้างสักของสามีเธอที่บาหลีจะไปได้ดีก็ตาม
"ฉันชอบบาหลีมาก แต่การอยู่ที่นั่นเป็นเรื่องยาก ลูกๆ ฉันเติบโตขึ้นมาท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ไม่ปกติ เพราะบาหลีอิสรเสรีสุดๆ ครั้งหนึ่งตอนที่เราอยู่ในแมคโดนัลด์ และมีฝรั่งใส่ บิกินี่เดินเข้ามา ลูกฉันถามใหญ่ว่าทำไมผู้หญิงคนนั้นแทบไม่ใส่อะไรเลย ทำไมพ่อสักลาย และถามคำถามอีกมากมาย ซึ่งบอกตามตรงว่าฉันเองก็ไม่รู้จะตอบยังไง" ซินดี้ เล่า
หญิงสาววัย 28 ปีผู้นี้ บอกผมว่าเธอรู้สึกมีความสุขมากกว่าเมื่อย้ายกลับมาบ้านเกิด
"ตอนนี้เด็กๆ พูดได้ทั้งภาษาอินโดนีเซียและภาษาแถซุนดา แทนที่จะเป็นภาษาแบบบาหลี และเริ่มเรียนรู้คัมภีร์อัลกุรอานแทนการซึมซับการปฏิบัติตัวแบบศาสนาฮินดู แม้ว่าฉันจะชอบความหลากหลายของอินโดนีเซีย แต่ก็ยังอยากให้ลูกเคารพพระอัลเลาะห์และเป็นมุสลิมที่ดี" ซินดี้ กล่าว
ครอบครัวของซินดี้เป็นชาวมุสลิมนิกายสุหนี่ ซึ่งเป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ในจังหวัดชวาตะวันตก 36.7 ล้านคน และมีจำนวนมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ในอินโดนีเซีย รองจากชาวอินโดนีเซียเชื้อสายชวา โดยตลอดเวลาที่ผ่านมากลุ่มชาวสุหนี่ถือเป็นเสาหลักทางการเมืองของอินโดนีเซีย โดยเฉพาะในจังหวัดชวาตะวันตก เห็นได้จากอิทธิพลที่หยั่งรากฝังลึกของพรรคการเมืองอิสลามอย่างพรรคยุติธรรมรุ่งเรือง (พีเคเอส) และพรรคสหพัฒนาการ (พีพีพี)
แม้ซินดี้จะไม่สนใจการเมืองมากนัก แต่เธอเป็นผู้สนับสนุนตัวยงของ ริดวัน คามิล นายกเทศมนตรีเมืองบันดุง อดีตสถาปนิกผู้ผันตัวมาเล่นการเมือง และหมายมั่นปั้นมือลงสมัครเลือกตั้งผู้ว่าการจังหวัดชวาตะวันตกปี 2018 ซึ่งถือเป็นการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งใหญ่ที่สุด รองจากการเลือกผู้ว่าการกรุงจาการ์ตา
หากคามิล ซึ่งครั้งหนึ่งเคยจับมือกับพรรคพีเคเอส แต่เปลี่ยนไปเป็นพันธมิตรกับหนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาลของประธานาธิบดี โจโก วิโดโด แล้วในขณะนี้ ตัดสินใจสมัครชิงชัยในศึกเลือกตั้งผู้ว่าจังหวัดชวาตะวันตกจริง หลายฝ่ายคาดว่าปฏิบัติการสกัดคามิลสู่เก้าอี้ผู้ว่าจะเกิดขึ้นซ้ำรอยเดียวกับช่วงเลือกตั้งผู้ว่าจาการ์ตาเมื่อต้นปีที่ผ่านมาอย่างแน่นอน
ขณะที่ความรู้สึกเคร่งศาสนาและกระแสอารมณ์สุดโต่งจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงการเลือกตั้งท้องถิ่นในเดือน มิ.ย.ปีหน้า และการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2019 จากความเข้าใจที่แตกต่างกันเกี่ยวกับบทบาทของศรัทธาและความเป็นชาติพันธุ์ในด้านกิจการสาธารณะที่จะปะทุขึ้นมา
ความยากลำบากของซินดี้ในฐานะมุสลิมที่อาศัยอยู่ท่ามกลางสังคมแบบฮินดูในบาหลี และไม่สามารถอธิบายความเป็นพหุวัฒนธรรมให้ลูกๆ เข้าใจได้นั้น ยิ่งตอกย้ำสภาพการเมืองเชิงอัตลักษณ์ที่เน้นชูอัตลักษณ์ของกลุ่มตนเอง และแบ่งขั้วสังคมด้วยศาสนาและภาษาในอินโดนีเซีย
นอกจากนี้ การมุ่งเน้นการปฏิบัติตามหลักศาสนา ยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้กับการสร้างเอกภาพหรือการยอมรับในสังคมพหุนิยม ภารกิจของว่าที่ผู้นำอินโดนีเซียคนต่อไปจึงเป็นการแก้ไขความตึงเครียดอันรุนแรงนี้ ก่อนที่ปัญหาดังกล่าวจะบั่นทอนอนาคตสดใสของอินโดนีเซีย
และสำหรับคนธรรมดาทั่วไปอย่างซินดี้แล้ว คงจะต้องการผู้นำที่ช่วยยกระดับชีวิตและสร้างความรู้สึกปลอดภัย มากกว่ากลุ่มคนฉวยโอกาสเล่นกับความหวาดกลัวและการเลือกปฏิบัติในสังคมอินโดนีเซีย n







