posttoday
อี-บุ๊กบูมรับยุคดิจิทัล กระแสใหม่แทนที่สิ่งพิมพ์

อี-บุ๊กบูมรับยุคดิจิทัล กระแสใหม่แทนที่สิ่งพิมพ์

25 ตุลาคม 2560

ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญในยุคที่คนอ่านหนังสือน้อยลง เพราะนิยมเสพคอนเทนต์ผ่านโซเชียลมีเดียมากกว่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนไทยจะไม่อ่านหนังสือแล้ว ต้องยอมรับว่ายังมีคนไทยอีกมากที่อ่านหนังสือทั้งแบบเล่มและออนไลน์ โดยข้อมูลจากงานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 22 เมื่อ 18-29 ต.ค. 2560 มีผู้เข้าร่วมชมงานถึง 1.8 ล้านคน ยอดขายโดยรวมจากทุกสำนักพิมพ์ประมาณ 600 ล้านบาท เป็นตัวบ่งบอกให้ทราบว่าคนไทยยังอ่านหนังสืออยู่และพร้อมจ่ายอีกมาก

ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

ในยุคที่คนอ่านหนังสือน้อยลง เพราะนิยมเสพคอนเทนต์ผ่านโซเชียลมีเดียมากกว่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนไทยจะไม่อ่านหนังสือแล้ว ต้องยอมรับว่ายังมีคนไทยอีกมากที่อ่านหนังสือทั้งแบบเล่มและออนไลน์ โดยข้อมูลจากงานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 22 เมื่อ 18-29 ต.ค. 2560 มีผู้เข้าร่วมชมงานถึง 1.8 ล้านคน ยอดขายโดยรวมจากทุกสำนักพิมพ์ประมาณ 600 ล้านบาท เป็นตัวบ่งบอกให้ทราบว่าคนไทยยังอ่านหนังสืออยู่และพร้อมจ่ายอีกมาก

รวิวร มะหะสิทธิ์ กรรมการ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมพ คอร์ปอเรชั่น (MEB) เล่าให้ฟังว่า ตลาดหนังสือเล่มที่มีกว่า 1-2 หมื่นล้านบาท/ปีนั้น มีส่วนแบ่งตลาดของอี-บุ๊ก อยู่ที่ 5% ซึ่งในอนาคตมีโอกาสที่จะโตแตะ 10% แต่ไม่ว่าส่วนแบ่งตลาดของอี-บุ๊กจะเพิ่มขึ้นหรือไม่ หรือเข้ามาช่วยลดต้นทุนในการพิมพ์แบบเล่มได้มากแค่ไหน ตลาดสิ่งพิมพ์ก็ยังคงอยู่รอดได้ เพราะคนอ่านต้องการทางเลือกที่จะตอบสนองความต้องการอ่านที่แตกต่างกัน

แม้ว่าสิ่งพิมพ์ประเภทแมกกาซีนจะปิดตัวลงหลายเล่ม แต่ต้องยอมรับว่าหนังสือกลุ่มวรรณกรรม นวนิยายและนิยายแปล รวมทั้งหนังสือสำหรับเด็กและสื่อการเรียนการสอน ยังคงขายดีอย่างต่อเนื่อง เพราะยังมีกลุ่มคนที่เป็นแฟนคลับของนักเขียนจำนวนมากที่มีกำลังซื้อ และคนกลุ่มนี้ก็พร้อมที่จะจ่ายทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์เพื่อตอบสนองการอ่านที่ต่อเนื่อง

ด้านธุรกิจอี-บุ๊กในไทย ที่มีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 500 ล้านบาทนั้น มีจำนวนผู้เล่นอยู่ไม่เกิน 3 รายใหญ่ และมั่นใจว่าเมพเป็นผู้นำของธุรกิจนี้

หากนิยามคำว่าสตาร์ทอัพ คือการระดมทุนเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด เมพอาจไม่ใช่สตาร์ทอัพรูปแบบนั้น เพราะเมพต้องการที่จะนำเสนอสิ่งใหม่ให้ผู้ใช้งานมากกว่ามองหาเงินทุน ดังนั้นการเปิดโอกาสให้ซีโอแอลเข้ามาถือหุ้นกว่า 75% นั้น ยอมรับว่าตอบโจทย์ของการทำธุรกิจแล้ว

ขณะนี้บริษัทมีทีมงานแล้วกว่า 40 คน และยังเปิดรับอยู่เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจ รวมทั้งมีแผนที่จะขยายบริการไปยังประเทศเพื่อนบ้านและเปิดรับครีเอเตอร์ต่างประเทศ เพื่อรองรับการใช้งานของประเทศนั้นๆ แต่ตอนนี้ต้องเสริมฐานหลักของธุรกิจในไทยให้แน่นก่อน

นอกจากการอ่านหนังสือผ่านมือถือและแท็บเล็ตแล้ว เมพยังเสริมฐานด้วยการร่วมมือกับไฮเท็คซ์ (Hytexts.com) ผู้พัฒนาแอพ พลิเคชั่น E-Reader เพื่อช่วยแก้ปัญหาการอ่านหนังสือผ่านเครือข่ายที่ต้องเสียค่าดาต้า

ทั้งนี้ เครื่องอ่านหนังสือดังกล่าวมีทั้งหมด 4 รุ่น คือ BOOX C67 Series, N96 Series, Max Series และ Kepler Series ราคาตั้งแต่ 5,990-26,990 บาท โดยตั้งเป้ายอดขายปีหน้าไว้ที่หลักหมื่นเครื่อง ด้วยหน้าจอที่มีขนาดใหญ่กว่าแท็บเล็ตและถนอมสายตา จึงเชื่อว่าจะตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้ดี

การดึงดูดนักเขียนยอดนิยมให้เข้ามาเขียนงานผ่านระบบของเมพนั้น ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่กำลังเดินหน้า เพราะใครที่ให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้เขียนได้ดีกว่าย่อมมีโอกาสมากกว่า และบางสำนักพิมพ์ไม่ได้ขอลิขสิทธิ์ในการขายผ่านช่องทางออนไลน์ จึงเป็นโอกาสที่เมพจะเข้าไปทำตลาดเอง

นอกจากนั้น หลังจากที่เจ้าของบทความตั้งราคาขายหลังหักส่วนแบ่งแล้ว จะได้เพียง 20-30% แต่ถ้าเป็นรูปแบบอี-บุ๊กย่อมให้ได้มากกว่า เพราะไม่มีต้นทุนเรื่องค่าพิมพ์ ทั้งยังแก้ไขเนื้อหาได้สะดวกกว่า หากนักเขียนต้องการปรับปรุงหรือเพิ่มเติม แทนการสั่งพิมพ์ใหม่ที่ต้นทุนในการผลิตสูงกว่า เพราะเนื้อหาในอี-บุ๊กจะถูกเก็บไว้บนคลาวด์ เมื่อต้องการปรับปรุงเนื้อหาก็สามารถทำได้

เมพยังมีความร่วมมือกับพิก ซีพี-PIXIPE ครีเอทีฟมาร์เก็ตเพลส ที่ชวนนักออกแบบ-ดีไซเนอร์ สร้างสรรค์ผลงานสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจโดยไม่ต้องหาแหล่งเงินทุน และไม่ต้องสั่งทำสินค้าและจัดส่งสินค้าเอง เพราะทางออฟฟิศเมทจะเป็นคนช่วยจัดการระบบหลังบ้านทั้งหมด มั่นใจช่วยเพิ่มยอดรวมของ MEB+PIXIPE อีก 400 ล้านบาทในสิ้นปี

ปัจจุบันพิกซิพี มีครีเอเตอร์-ดีไซเนอร์ กว่า 200 ราย เป็นสมาชิกร่วมออกแบบผลงานสร้างสรรค์ของตัวเอง และมีสินค้ากว่า 5,000 ชนิดสินค้า อาทิ เสื้อผ้า กระเป๋า ของตกแต่งบ้าน สินค้าแฟชั่น และไลฟ์ไตล์ วางจำหน่ายแล้วบนเว็บไซต์

ดังนั้น เมพจะเป็นตัวช่วยต่อยอดให้กับนักออกแบบได้ทำในสิ่งที่ตนเองรัก แค่มีความคิดสร้างสรรค์โดยไม่ต้องมีต้นทุนและการแบ่งรายได้ที่เป็นธรรม เพื่อสร้างกำลังใจให้นักออกแบบได้นำเสนอไอเดียใหม่ๆ ได้อย่างไม่ต้องกังวล ทั้งยังวางขายในหน้าร้านบีทูเอสกว่า 30 สาขาทั่วประเทศ นับเป็นหน้าร้านแสดงผลงานได้อย่างดี

การแข่งขันของเมพถือว่าเป็นอีกหนึ่งสตาร์ทอัพตัวเล็กที่ได้รับโอกาสใหญ่จากซีโอแอล และจะเป็นเวทีขนาดใหญ่ที่ช่วยให้คนไทยกล้าคิด กล้าแสดงออกในผลงานสร้างสรรค์เพื่อนำเสนอสู่ระดับโลกได้ในอนาคต n

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI