
กระทรวงอุดมศึกษา 4.0
มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด & ประธานมูลนิธิสถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ (PPSI)เรื่องตั้งกระทรวง ยุบกระทรวง เป็นวัฏจักรปกติของประเทศไทย ไม่ว่าจะมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งหรือไม่!
มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด & ประธานมูลนิธิสถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ (PPSI)
เรื่องตั้งกระทรวง ยุบกระทรวง เป็นวัฏจักรปกติของประเทศไทย ไม่ว่าจะมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งหรือไม่!
ขณะนี้ถ้ามีความเคลื่อนไหวที่จะตั้งกระทรวงอุดมศึกษา โดยให้แยกมาจากกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อดูแลมหาวิทยาลัยโดยเฉพาะ แต่ใครพอจะมีเวลาไปถามชาวบ้านว่าพอใจกับการจัดการอุดมศึกษาในปัจจุบันแค่ไหน จะมีคำตอบอยู่ 2 คำตอบใหญ่ๆ คือ หนึ่ง"แพง" ชาวบ้านเรียกลูกตนเองที่เป็นนักศึกษาว่า "โจรเสื้อขาว" เพราะต้องเสียทรัพย์เพื่อส่งเสียจำนวนมาก
ไม่ใช่แค่ค่าหน่วยกิต (รวมทั้งค่าหน่วยกิตในกรณีสอบซ่อมเพื่อไม่ให้ตก) แต่ยังมีค่ากินอยู่ ค่าเดินทางอีก นี่ยังไม่พูดถึงราคาค่าธรรมเนียมการศึกษา โดยเฉพาะโปรแกรมภาษาอังกฤษ แม้แต่ชาวบ้านระดับเจ้าพ่อยังผงะ เมื่อพบว่าค่าเล่าเรียนโปรแกรมอินเตอร์ในระดับปริญญาเอกสูงถึง 7-8 แสนบาท
สอง เมื่อขายวัวขายนาส่งลูกเรียนจนจบแล้วกลับหางานไม่ได้ ไปสอบแข่งกับคนเป็นแสน แต่มีตำแหน่งงานแค่เป็นหมื่น สาม การสอนไม่ได้มีคุณภาพตามที่สถาบันอุดมศึกษาอ้าง เด็กจบโปรแกรม Bilingual อินเตอร์เขียนภาษาอังกฤษออกมาไม่เป็นภาษามนุษย์ เพราะใช้คอมพิวเตอร์แปล นักศึกษาปริญญาโท/เอกจ้างคนแปลตอนเขียนวิทยานิพนธ์
ที่ร้ายที่สุดคือ คิดไม่เป็น คิด ไม่ออก นายจ้างสั่งงานต้องสั่งทุกขั้นตอนอย่างละเอียด แก้ไขปัญหาปลีกย่อยไม่ได้
คำถามก็คือว่า กระทรวงอุดมศึกษาใหม่จะตอบคำถามเหล่านี้ให้กับประชาชนได้หรือไม่ อย่างไร
การแยกอุดมศึกษาออกจากกระทรวงศึกษาเคยมีมาแล้ว แล้วก็รวมกลับไป เรื่องนี้ก็ไม่น่าแปลกถ้าแยกแล้วยังคิดเหมือนเดิมทำงานแบบเดิมๆ ก็ไม่รู้ว่าจะแยกไปทำไม
เราลองมาคิดดูนะคะว่า กระทรวงอุดมศึกษาต้องเผชิญหน้ากับปัญหาอะไรในอนาคตที่ต้องคิดใหม่แก้ไขใหม่ เพราะกระทรวงนี้คงไม่กำกับดูแลแค่ปีสองปี แต่ควรจะคิดอยู่ยาว
ลองมาดูอนาคตสังคมไทยที่เกี่ยวกับอุดมศึกษา (1) สังคมไทยเข้าสู่สังคมสูงอายุ จำนวนนักศึกษาวัยรุ่นจะลดลง ทั้งๆ ที่ขณะนี้ก็ลดลงมาก จนมีที่นั่งในมหาวิทยาลัยมากกว่าจำนวนผู้ต้องการเข้าเรียนอยู่แล้ว ยกเว้นในมหาวิทยาลัยชั้นนำ ในขณะที่ในอนาคตอาจมีจำนวนนักศึกษาสูงอายุมากขึ้นและเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต
(2) การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีทำให้มีความต้องการความรู้ทักษะที่เปลี่ยนไป ซึ่งต้องมีการใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีมากขึ้น การเรียนการสอนต้องใช้เทคโนโลยีออนไลน์ ต้องมีการบูรณาการความรู้และทักษะจากต่างสาขาวิชามากขึ้น
(3) สังคมไทยนอกจากจะเป็นสังคมออนไลน์มากขึ้น ยังเป็นเศรษฐกิจออนไลน์มากขึ้น เป็นสังคมไม่ใช้เงินสด ระบบการจ่ายค่าเล่าเรียนจะเป็นการโอนเงินจากโทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์อื่นๆ ที่จะมาใหม่ในอนาคต
นักศึกษาจะพกการ์ดหรือโทรศัพท์มือถือใช้ลงทะเบียน แสดงตัวตนในเวลาสอบ จ่ายค่าเล่าเรียน หารือกับอาจารย์ ส่งข้อสอบ download เอกสารวิชาการต่างๆ ดังนั้นการลงทะเบียนรับและจำหน่ายนักศึกษาออกจะเป็นระบบอัตโนมัติ ซึ่งจะทำให้สามารถตรวจสอบสถานภาพนักศึกษาและการเงินมหาวิทยาลัยอย่างเรียลไทม์ เป็น e-Registration และ e-Payment
ข้อมูลเอกสารการสอนทั้งหมดจะขึ้น Unitube Bilingual ที่เป็น 2 ภาษา ส่วนสาธารณชนและผู้ปกครองสามารถเช็กได้ตลอดเวลาเพื่อดูความโดดเด่นของแต่ละมหาวิทยาลัย โดยดูจากการจัดอันดับ Ranking ทั้งระดับนานาชาติและในประเทศของมหาวิทยาลัย ประวัติอาจารย์ที่สอน นักศึกษาจะเข้ามาเรียน เพราะใช้ Lab หรือมาเข้ากลุ่ม Discussion/Debate หรือนำเสนอรายงานเท่านั้น
ถ้าจะให้ดีควรมีโปรแกรมจับกลโกงการลอกงานให้อยู่ในระบบตรวจเช็กได้ตลอดเวลา มหาวิทยาลัย 4.0 ต้องก้าวหน้า (หรือไม่ควรล้าหลัง) กว่าสังคมไทย 4.0 ในแง่ดิจิทัล คิดแล้วก็ไม่รู้ว่ากระทรวงอุดมศึกษาควรไปรวมกับกระทรวงดิจิทัล กระทรวงดิจิทัลควรไปรวมกับอุดมศึกษา หรือกระจายกระทรวงดิจิทัลไปทุกกระทรวง ซึ่งก็ต้องเป็นดิจิทัลอยู่แล้ว!!
กลับมาที่อุดมศึกษา 4.0 ที่กล่าวมาแล้ว นี่ยังไม่ได้คิดถึงสิ่งที่ใครๆ เขาพูดกันว่าในอนาคตก็ไม่ต้องมีมหาวิทยาลัยแล้ว เพราะความรู้อยู่บนก้อนเมฆจะดาวน์โหลดอย่างไรแค่ไหนก็ได้ มหาเศรษฐีของโลก เช่น สตีฟ จ็อบส์ บิล เกตส์ และแจ็ค หม่า ก็ไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัย
ยิ่งไปกว่านั้นหากโปรแกรมภาษาอังกฤษแพงขนาดนี้ มหาวิทยาลัยไทย 4.0 จะทำอย่างไร เพื่อจะดึงดูดไม่ให้เด็กไทยไปลงทะเบียนกับมหาวิทยาลัยออนไลน์นานาชาติ
ในอนาคตการแข่งขันระหว่างมหาวิทยาลัยจะเป็นการแข่งขันระดับนานาชาติ อาจมีมหาวิทยาลัยรวมกัน (University Consortium) เอาวิชาที่โด่งดังที่สุดมารวมกันเสนอให้คนไทย จนโปรแกรมนานาชาติของไทยปิดตัวไป
อุปสรรคสำคัญในตอนนี้อยู่ที่ภาษาอังกฤษของเด็กไทยยังย่ำแย่ แต่พอถึง Gen Z มหาวิทยาลัยไทยก็ต้องเผชิญกับการแข่งขันนานาชาติอย่างสมบูรณ์
ปัญหาใหม่ของกระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบันก็คือ พยายามจะจัดการ Big Data ที่มีอยู่ทุกมหาวิทยาลัยแบบ Normal Data ผลก็คือความซ้ำซ้อน ความเหนื่อยหน่ายในการกรอกข้อมูล
แต่อุดมศึกษา 4.0 จะต้องใช้การประมวล Big Data มาติดตามผลการดำเนินการและตอบโจทย์การศึกษาของชาติ และรักษาธรรมาภิบาลของมหาวิทยาลัย เป็นระบบที่รับเข้าเรียน 200 คน จะจบ 2,000 คนไม่ได้
ดังนั้น การมีกระทรวงอุดมศึกษา 4.0 จะต้องแสดงจินตนาการใหม่ หรือฉากทัศน์ (Scenario) ใหม่ของอุดมศึกษา 4.0 ว่าจะเป็นอย่างไร แล้วถึงค่อยมาตัดสินกันว่าจะคุ้มกันไหมที่ต้องแยกกระทรวงใหม่! n







