
โอโฟ่รุกหนักไบค์แชริ่ง
โพสต์ทูเดย์ - โอโฟ่วางไทยเป็นฐานรุกไบค์แชริ่งอาเซียน ขนจักรยานอัจฉริยะ 1 แสนคัน เจาะสมาร์ทซิตี้ตั้งเป้าปีหน้ายอดดาวน์โหลดแอพ 1 ล้านดาวน์โหลด
โพสต์ทูเดย์ - โอโฟ่วางไทยเป็นฐานรุกไบค์แชริ่งอาเซียน ขนจักรยานอัจฉริยะ 1 แสนคัน เจาะสมาร์ทซิตี้ตั้งเป้าปีหน้ายอดดาวน์โหลดแอพ 1 ล้านดาวน์โหลด
นายนพพล ตู้จินดา ผู้จัดการทั่วไป โอโฟ่ ประเทศไทย ผู้ดำเนินธุรกิจบริการจักรยานสาธารณะอัจฉริยะโอโฟ่ เปิดเผยว่า แผนธุรกิจบริษัทวางเป้าหมายให้ไทยเป็นฐานธุรกิจบริการจักรยานสาธารณะอัจฉริยะ หรือเรียกว่าไบค์ แชริ่งในตลาดอาเซียน ปีหน้าจะขยายธุรกิจไปในเวียดนาม หลังจากปัจจุบันโอโฟ่เปิดธุรกิจไปแล้ว 16 ประเทศทั่วโลก อาทิ สิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย และอเมริกา ส่วนการทำตลาดในไทย บริษัทจะเริ่มขยายลูกค้าใหม่ๆ นอกเหนือจากมหาวิทยาลัยได้ทดลองใช้ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต ประมาณ 3,500 คัน
นอกจากนี้ ยังวางแผนขยายสู่สมาร์ท ซิตี้ หรือเมืองอัจฉริยะ ซึ่งได้ทดลองดำเนินการไปแล้วที่ จ.ภูเก็ต กว่า 1,500 คัน โดยจะนำไปให้บริการในสวนสาธารณะ พบว่า คนไทยมาใช้บริการ 90% ที่เหลืออีก 10% เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีหน้าจะขยายเพิ่มไป จ.เชียงใหม่ ขอนแก่น ขณะเดียวกันยังมองถึงการขยายฐานลูกค้าไปเจาะนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งรายได้บริษัทมาจากอัตราค่าเช่าจักรยาน 5 บาท/30 นาที และสินค้าเข้ามาเป็นสปอนเซอร์เพื่อให้ลูกค้ามาใช้บริการได้ฟรี
สำหรับปีหน้าโอโฟ่นำรถจักรยานอัจฉริยะมาให้บริการเพิ่มจาก 5,000 คัน เพิ่มเป็น 1 แสนคัน ซึ่งปัจจุบันมีรองรับกับความต้องการอยู่ 2 หมื่นคัน ส่วนในขณะนี้มียอดการดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น 5 หมื่นดาวน์โหลด มีผู้ใช้บริการ 80% ตั้งเป้าหมายปีหน้าจะมีผู้ดาวน์โหลด 1 ล้านดาวน์โหลด นอกจากนี้เตรียมพัฒนานำชิปมาติดตั้งบริเวณที่จอดรถจักรยาน เพื่อสามารถจอดจักรยานได้ตรงจุด รวมทั้งยังเตรียมจับมือร่วมกับทรูเปิดตัวอี-วอลเล็ต เพื่อให้ผู้มาใช้บริการสามารถชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ได้
นายนพพล กล่าวอีกว่า ธุรกิจไบค์ แชริ่งในไทยจะเกิดขึ้นได้และใช้อย่างแพร่หลาย ส่วนใหญ่การใช้งานบริการต้องไม่เกิน 1 กิโลเมตร เพราะด้วยสภาพอากาศร้อนไม่เอื้อต่อการใช้งาน ดังนั้น สถานที่ การให้บริการคือ ยุทธศาสตร์ที่สำคัญ สำหรับโอโฟ่ธุรกิจไบค์แชริ่งมีจักรยานให้บริการ 10 ล้านคันทั่วโลก โดยการใช้งานจีนมี 9.5 ล้านคัน สำหรับไทยถือว่ามีการใช้งานสูงรองจากจีนราว 5,000 คัน หลังจากทดลองที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พบว่ามีนักศึกษามาใช้งานเพิ่มจาก 20% เป็น 40% ของจำนวนนักศึกษา 3.5 หมื่นคน







