posttoday
หวั่นเศรษฐกิจไม่แกร่งพอ แบงก์ชาติชะลอตรึงนโยบาย

หวั่นเศรษฐกิจไม่แกร่งพอ แบงก์ชาติชะลอตรึงนโยบาย

29 ตุลาคม 2560

ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์ ธนาคารกลางจากประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ เช่น สหรัฐและยุโรป ต่างตระหนักได้ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจาก "การส่งสัญญาณ" ของธนาคารกลางเอง โดยเฉพาะเมื่อธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เคยประกาศจะยุติโครงการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) จนทำให้เกิดปรากฏการณ์เทขายสินทรัพย์ในตลาดเกิดใหม่และพันธบัตรสหรัฐ หรือที่เรียกว่า "เทเปอร์แทนทรัม" เมื่อปี 2013

ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

ธนาคารกลางจากประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ เช่น สหรัฐและยุโรป ต่างตระหนักได้ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจาก "การส่งสัญญาณ" ของธนาคารกลางเอง โดยเฉพาะเมื่อธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เคยประกาศจะยุติโครงการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) จนทำให้เกิดปรากฏการณ์เทขายสินทรัพย์ในตลาดเกิดใหม่และพันธบัตรสหรัฐ หรือที่เรียกว่า "เทเปอร์แทนทรัม" เมื่อปี 2013

เฟดใช้นโยบายการเงินช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจตั้งแต่ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ 2008 และเมื่อผ่านไปเกือบ 10 ปี เฟดได้เริ่มต้น "ลด" นโยบายการเงินดังกล่าว หลังเศรษฐกิจเริ่มกลับมายืนได้อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม เฟดไม่สามารถขึ้นดอกเบี้ยได้อย่างฉับพลันทันด่วน ด้วยบทเรียนจากปี 2013 รวมถึงยังจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายในลักษณะที่เข้มข้นน้อยลง เพื่อประคองเศรษฐกิจและกระตุ้นอัตราเงินเฟ้อให้ถึง 2% ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ หรือในลักษณะที่เรียกว่า "ค่อยเป็นค่อยไป" ตามที่ เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการเคยเอ่ยถึงอยู่บ่อยครั้ง

เมื่อวันที่ 26 ต.ค.ที่ผ่านมา ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ส่งสัญญาณจะ "ลด" นโยบายการเงินในลักษณะเดียวกับเฟด

อีซีบีประกาศขยายระยะเวลาซื้อคืนสินทรัพย์ออกไปจากสิ้นสุดเดือน ธ.ค. 2017 เป็นเดือน ก.ย. 2018 แต่ลดขนาดโครงการลงจากเดือนละ 6 หมื่นล้านยูโร (ราว 2.3 ล้านล้านบาท) เป็นเดือนละ 3 หมื่นล้านยูโร (ราว 1.1 ล้านล้านบาท) ควบคู่ไปกับการใช้อัตราดอกเบี้ยต่ำ โดยคงอัตราดอกเบี้ย รีไฟแนนซ์ ดอกเบี้ยกู้ยืมระยะกลาง และดอกเบี้ยเงินฝาก เอาไว้ที่ 0% 0.25% และลบ 0.4% ตามลำดับ จนกว่าจะสิ้นสุดโครงการซื้อคืนสินทรัพย์

มาริโอ ดรากี ผู้ว่าการอีซีบี เปิดเผยว่า คณะกรรมการการเงินบางคนต้องการให้กำหนดวันสิ้นสุดการกระตุ้นไปเลย แต่คณะกรรมการส่วนใหญ่ยังคงเห็นว่าควรจะกำหนดช่วงเวลาแบบปลายเปิด

การกำหนดช่วงเวลาแบบปลายเปิดดังกล่าวจะช่วยให้อีซีบีสามารถยืดหยุ่นนโยบายได้ตามภาวะเศรษฐกิจ การจ้างงาน และอัตราเงินเฟ้อ โดยในปัจจุบันเศรษฐกิจยุโรป 19 ชาติ ขยายตัวถึง 2.3% ในช่วงไตรมาส 2 เมื่อเทียบกับแบบปีต่อปี ต่อเนื่องจากไตรมาสแรกที่ขยายตัว 1.9% ซึ่งเป็นอัตราที่มากที่สุดในรอบ 2 ปี โดยเป็นผลมาจากการใช้จ่ายผู้บริโภคและการค้าระหว่างประเทศที่ปรับตัวดีขึ้น หลังความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสูงสุดในรอบ 16 ปี

อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขอัตราการว่างงานปรับลดลงมาเหลือ 9.1% สำหรับยูโรโซน และ 7.7% สำหรับ 28 ชาติยุโรป เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นอัตราต่ำสุดนับตั้งแต่ช่วงต้นปี 2009 แต่ เบอนัวต์ เกอเร่ หนึ่งในสมาชิกคณะกรรมการการเงินของอีซีบี เปิดเผยว่า ในวัยรุ่น 5 คน จะมี 1 คนตกงาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของค่าจ้างแรงงาน

ค่าจ้างแรงงานรายชั่วโมงปรับขึ้น 1.8% ในช่วงเดือน เม.ย.-มิ.ย. ซึ่งแม้จะเป็นอัตราสูงที่สุดนับตั้งแต่ 2016 แต่ยังต่ำกว่าปี 2009 ที่เติบโตเกือบ 3.5% โดย เกอเร่ ระบุว่า ค่าจ้างแรงงานของยุโรปปรับขึ้นได้ยากหลังเผชิญวิกฤตถึง 2 ครั้งติด ทั้งวิกฤตการณ์การเงินในปี 2008 และวิกฤตหนี้สาธารณะยูโรโซนในปีถัดมา

จึงไม่แปลกที่ยุโรปจะยังไม่สามารถเลิกกระตุ้นได้อย่างฉับพลัน และยังต้องใช้นโยบายการเงินประคับประคองเศรษฐกิจต่อไปอีกสักพัก

"พวกเราไม่ได้เลิกการกระตุ้น แต่พวกเราแค่ลดขนาดลง" ผู้ว่าการอีซีบีตอบคำถามของผู้สื่อข่าวที่ถามว่าการลดวงเงินคิวอีเป็นการเริ่มต้น "เทเปอร์" หรือไม่

ตลาดทุนตอบรับน้ำเสียงอีซีบีที่เอนไปทาง "สายพิราบ" หรือเป็นการลดนโยบายการเงินอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งแสดงให้เห็นว่ายุค "เงินง่าย" จะยังไม่จบลงสิ้นเชิงอย่างที่หลายฝ่ายเกรงไว้เมื่อต้นปีหลังเฟดขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกเมื่อปลายปี 2016 โดย ยูโรสต็อกซ์ 600 ปรับขึ้น 0.8% เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการปรับขึ้นปิดตลาดแดนบวกในวันที่ 27 ต.ค. ที่ 0.5% ตามหลังวันที่ 26 ต.ค. ที่ดัชนีปรับขึ้นไปถึง 1.1% หลังการเปิดเผยของอีซีบี

ในขณะเดียวกัน เฟดเองแม้จะใกล้จะเปลี่ยนตัวผู้ว่าการหลังเยลเลนหมดวาระลงในเดือน ก.พ. 2018 แต่จากแนวทางของเฟดในปัจจุบัน ทำให้ ผู้ว่าคนใหม่ซึ่งอาจจะเป็นตัวเยลเลนเองที่ได้สมัยที่สอง ยังคงลดกระตุ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปอย่างน้อยก็ในช่วงระยะแรกเริ่ม โดยคาดการณ์ว่าประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ จะประกาศอนาคตผู้ว่าการภายในสัปดาห์นี้ก่อนเดินทางเยือนเอเชียในเดือนหน้า

ในบรรดาธนาคารประเทศเศรษฐกิจมหาอำนาจเหลือเพียงธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ที่ยังคงไม่มีแนวโน้มจะลดการกระตุ้นโดยง่าย โดยสำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า บีโอเจซึ่งจะเปิดเผย ผลการประชุมประจำเดือน ต.ค.ในวันนี้ มีแนวปรับลดคาดการณ์เงินเฟ้อลงอีก จากเดิมที่คาดจะคว้าเป้าหมายมาได้ในสิ้นปีงบประมาณ 2019 หรือปี 2020 กลายเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าบีโอเจจะยังคงใช้นโยบายการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไปอีกพักใหญ่

อย่างไรก็ตาม งานเลี้ยงย่อมมีการเลิกรา นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายที่ตลาดทุนชื่นชอบจะไม่คงอยู่ตลอดไป โดยยังต้องจับตาสัญญาณของอีซีบีหลังเดือน ก.ย. 2018 ซึ่งเป็นเดือนสิ้นสุดการใช้โครงการซื้อคืนสินทรัพย์ และจะเป็นจุดเริ่มต้นที่หลายฝ่ายหันมาจับตามองอัตราดอกเบี้ยของยุโรป เนื่องจากอีซีบีระบุว่าจะใช้อัตราดอกเบี้ยต่ำไปจนกว่าโครงการซื้อคืนสินทรัพย์จะสิ้นสุดลง

เกอเร่ ระบุว่า การกำหนดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น ส่วนดอกเบี้ยระยะยาว ซึ่งตลาดการเงินจะเป็นผู้กำหนด (จากตราสารหนี้กำหนดไถ่ถอนมากกว่า 1 ปี) เกอเร่ได้เตือนว่ามีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัว รวมถึงให้รัฐบาลและภาคธุรกิจเตรียมรับมือให้ดี

"การขยายโครงการซื้อคืนสินทรัพย์พิจารณาจากความแข็งแกร่งในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะช่วยเปิดทางให้เศรษฐกิจได้เพิ่มความทนทาน แต่ผมหวังว่าจะเป็นการขยายโครงการครั้งสุดท้าย" เกอเร่ กล่าว n

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน