
จนไม่จด คนจดกลับไม่จน
ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง ทีดีอาร์ไอ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจนที่ภาครัฐทยอยแจกจ่ายและเริ่มมีการใช้งานแล้ว นอกจากจะอยู่ระหว่างการติดตามแก้ปัญหาเรื่องเครื่อง EDCไม่พร้อม ไม่เพียงพอ และการนำบัตรไปแลกเงิน รัฐบาลยังมีโจทย์ท้าทายที่ต้องตามแก้ไขคือ การรั่วไหลของสิทธิไปยังคนไม่จนจริง ส่วนคนจนจริงกลับไม่ได้รับสิทธิ
ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง ทีดีอาร์ไอ
บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจนที่ภาครัฐทยอยแจกจ่ายและเริ่มมีการใช้งานแล้ว นอกจากจะอยู่ระหว่างการติดตามแก้ปัญหาเรื่องเครื่อง EDCไม่พร้อม ไม่เพียงพอ และการนำบัตรไปแลกเงิน รัฐบาลยังมีโจทย์ท้าทายที่ต้องตามแก้ไขคือ การรั่วไหลของสิทธิไปยังคนไม่จนจริง ส่วนคนจนจริงกลับไม่ได้รับสิทธิ
ในประเด็นหลังการแจกบัตรสวัสดิการคนจนและเริ่มมีการใช้งานบ้างแล้วจะมองออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนของการออกแบบของโครงการกับ Implementation โดยการนำเอาสิทธิไปแลกของได้ สุดท้ายจะมีคนอยากได้เงินมากกว่าของ โดยเอาบัตรไปขาย ร้านค้าก็ยึดบัตรนั้นไป แล้วร้านค้าก็ไปใช้สิทธินั้นแทน ยิ่งถ้าเป็นร้านธงฟ้าอยู่แล้วจะไปใช้รูดเมื่อไรก็ได้
ย้อนมาการออกแบบ Concept ว่าการจดทะเบียนคนจน โดยใช้วิธีให้ประชาชนมารายงานว่า เป็นคนจน ซึ่งเคยทำมาแล้วในสมัยรัฐบาลทักษิณ ก็มีปัญหามาแล้วในตอนนั้น คือ คนที่ไม่จนมาประกาศตัวว่าเป็นคนจน มีคนลงทะเบียน 14 ล้านคน
ขณะที่ตัวเลขทางการของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) หรือทีดีอาร์ไอ มีคนจนประมาณ 8% ของประชากร คิดเป็นประมาณ 4-5 ล้านคน รวมทุกอายุ แต่เงื่อนไขการลงทะเบียนคนจนรอบนี้กำหนดให้จดเฉพาะคนอายุเกิน 18 ปี คนจนที่ได้สิทธิควรต่ำกว่า 4-5 ล้านคน แต่เกินกว่าของสภาพัฒน์มา 10 กว่าล้านคน
หากไม่ยึดนิยามคนจนของสภาพัฒน์ ที่ว่าคนรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนคือ คนจนก็ได้ โดยสมมติใหม่ว่าขยับเส้นความยากจนให้สูงขึ้น เช่น มากกว่าสภาพัฒน์คูณสองจำนวนคนเข้าข่ายจนก็จะมากขึ้น คนจะเพิ่มขึ้นจาก 4-5 ล้านคน มาเป็นแค่ 8-9 ล้านคน ก็ยังต่ำกว่า 14 ล้านคน แต่ทางโครงการบอกไม่เชื่อทั้งหมด พยายามคัดออก บอกเหลือ 11 ล้านคน สูงกว่า 8 ล้านคน คนที่ไม่จนจริงมาจดทะเบียนนั้นยังคงมีอยู่
นำไปสู่คำถามว่า ถ้ายึดฐานข้อมูลนี้ว่าเป็นเรื่องตายตัว เป็นสรณะ ต่อไปการออกแบบนโยบายการช่วยคนจนต่างๆ จะยึดฐานข้อมูลนี้เป็นหลัก ก็มีปัญหาทันทีว่าจะมีคนที่ไม่ใช่คนจนได้ประโยชน์ไป ในแง่หนึ่งคือ งบประมาณรั่วไหล ไม่ถูกวัตถุประสงค์ แต่ที่จะซีเรียสกว่านั้น คือเป็นไปได้ว่าคนจนจริงไม่มา ซึ่งตรงนี้ไม่มีตัวเลขว่าเท่าไร
ดังนั้น ถ้ายึดฐานข้อมูลนี้เป็นเรื่องตายตัว แล้วคนจนที่ไม่ได้มา เป็นคนจนตัวจริง คือ จนสุดๆ คนกลุ่มนั้นถูกละเลยทันที กรณีคนจนไม่มาจด ไม่มีการพูดถึงเลยว่าจะทำอย่างไร
สำหรับกระบวนการที่ดี เพื่อความถูกต้องทั่วถึงในการตามหาคนจนและแม่นยำมาก คือ ข้อมูลการใช้จ่ายอาจเรียกได้ว่าเป็น Big Data ทุกวันนี้ยังไม่ได้นำตรงนั้นมา ตอนนี้ดูแค่มีหนี้เท่าไร มีทรัพย์สินเท่าไร ตามที่พอจะหาข้อมูลเจอ
ยกตัวอย่าง ต่างชาติเคยใช้ โดยติดต่อบริษัทบัตรเครดิต ถ้ามีบัตรเครดิตเพ่งเล็งได้แล้วว่าไม่จนจริง ถ้าดูจากพฤติกรรมการใช้จ่ายบัตรเครดิต เช่น ไปซื้อเปียโน แบบนี้ก็ตัดออกได้เลย แต่ต้องมีความร่วมมือกัน รัฐบาลอาจต้องออกกฎหมายใหม่ เพื่อให้สามารถเข้าถึงข้อมูล เช่น เรื่องบัตรเครดิต หรือบัตรเดบิตของธนาคาร ว่าแต่ละคนจ่ายเรื่องอะไร อยู่ในวิสัยที่ทำได้คือ เทคโนโลยีทำได้ แต่จะมีขั้นตอนกฎหมายต่างๆ ถ้าทำได้การคัดกรองคนไม่จนได้ค่อนข้างดี ส่วนปัญหาที่คนจนไม่มาจดนี่ต้องแก้อีกแบบหนึ่ง
สำหรับไทยมีกรณีนโยบายการใช้ไฟฟ้า รถเมล์ร้อนฟรี ภาษาวิชาการเรียก Self-Targeting คือดูพฤติกรรมของคน แล้วนำข้อมูลไปคำนวณว่าเป็นคนจนหรือไม่ คือ ถ้าใช้ไฟน้อย น่าจะเป็นคนจน หรือถ้าขึ้นรถเมล์ร้อน แบบในสมัยก่อน หรือรถไฟชั้น 3 ในแง่ตัวสินค้า บริการจะช่วยคัดกรองคนจนได้ คนรวยไม่มาแย่งคนจนใช้บริการเหล่านี้
ทีดีอาร์ไอเคยทดลองใช้ข้อมูล Big Data ตามหาคนจนแบบ Geographic Targeting เป็นการตามหาด้วยพื้นที่ เช่น ดูภาพถ่ายดาวเทียมของหลังคาบ้าน หลังคาแบบไหนจน แบบไหนไม่จน เพื่อดูว่าตำบลนี้มีคนจนสักกี่เปอร์เซ็นต์ โดยไม่รู้ว่าประชาชนคนนั้นชื่ออะไร แต่ก็ช่วยบอกได้ว่าแต่ละพื้นที่มีคนจนมากหรือน้อย เวลาจัดสรรงบประมาณเพื่อไปช่วยคนจน ก็สามารถจัดให้ผันแปรตามจำนวนหลังคาบ้านคนจน เป็นประโยชน์สำหรับการจัดสรรงบประมาณเชิงพื้นที่มากขึ้น และเพื่อช่วยเสริมการกระจายงบประมาณ หรือความช่วยเหลือไปถึงคนจนได้จริงก็ต้องลงไปถึงตัวเขาเลย
ทั้งนี้ ต้องมีกลไกของการตามหาคนจน ซึ่งกลไกที่ว่าต้องเป็นระดับชุมชน คนที่น่าจะทำเรื่องนี้ได้คือ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ของกระทรวงสาธารณสุข ให้ไปเช็กว่าใครไม่จนจริง ส่วนคนจนที่ไม่มีชื่อก็ให้ อสม.เติมชื่อเข้ามา เพราะรู้ว่าต้องเติมใครและต้องเอาใครออก
เทียบกับสิ่งที่รัฐบาลทำไปแล้วคือ ไปจ้างนักศึกษาใช้เงินเป็นพันล้าน จ้างผ่านสำนักงานสถิติแห่งชาติ คือ จ้างทำการสำรวจ ข้อเสียคือ นักศึกษาไม่ รู้จักชาวบ้าน ก็จับโกหกไม่ได้ อาจไม่เชี่ยวชาญพอ แต่ อสม.เขี้ยวมาก ต้นทุนก็จะไม่มากเท่า
การช่วยเหลือคนจนให้เป็นเงินจะได้ประโยชน์สูงสุดกว่า โดยวิชาเศรษฐศาสตร์ตั้งแต่ ECON 101 เลย บอกว่าให้เป็นเงินดีกว่าให้เป็นของ ดังนั้นต้องกลับไปตั้งต้น คือ ตามตัวคนจนให้เจอ และให้เป็นเงินไป และถ้าให้ก็ให้ไม่มาก แค่ให้เขาผ่านช่วงชีวิตที่ลำบากไปได้ ช่วยในเรื่องที่เขาจำเป็นจริงๆ ซึ่งประสบการณ์จากที่ต่างๆ ที่ให้เป็นเงินกับคนจน สัดส่วนคนที่ใช้เงินผิดประเภทมีเพียง 1-2% ถือว่าน้อยมาก n







