
‘คนดีเชียงแสน’ ขอก้าวตามรอยพระบาท
เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์"คนดีศรีเชียงแสน" จากสภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงรายร่วมกับสภาวัฒนธรรมอำเภอเชียงแสน ปี 2553 และ "รากแก้วราชภัฏ" มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ปี 2558 ในฐานะอาจารย์ดีเด่น "ผศ.ดร.เสริมศิริ นิลดำ" ผู้เป็นต้นแบบด้านการศึกษา และผลิตโครงการด้านการศึกษาต่างๆ มากมาย ขอก้าวตามรอยพระบาท เป็นครูเพื่อความเจริญของลูกศิษย์และชาติบ้านเมือง
เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์
"คนดีศรีเชียงแสน" จากสภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงรายร่วมกับสภาวัฒนธรรมอำเภอเชียงแสน ปี 2553 และ "รากแก้วราชภัฏ" มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ปี 2558 ในฐานะอาจารย์ดีเด่น "ผศ.ดร.เสริมศิริ นิลดำ" ผู้เป็นต้นแบบด้านการศึกษา และผลิตโครงการด้านการศึกษาต่างๆ มากมาย ขอก้าวตามรอยพระบาท เป็นครูเพื่อความเจริญของลูกศิษย์และชาติบ้านเมือง
เสริมศิริ นิลดำ คณบดีคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เล่าถึงต้นทางแห่งแรงบันดาลใจ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ต้นทางแห่งพลังและความคิดที่จะสานต่อรอยก้าวพระบาท นำมาซึ่งทางเดินชีวิตที่ได้เลือก ได้แก่การเป็น "ครู" อย่างไม่มีเงื่อนไข
"ถ้าครูไม่ห่วงประโยชน์ที่ควรจะห่วง หันไปห่วงอำนาจ ห่วงตำแหน่ง ห่วงสิทธิ และห่วงรายได้กันมากเข้าๆ แล้วจะเอาจิตเอาใจที่ไหน มาห่วงความรู้ ความดี ความเจริญของเด็ก ความห่วงในสิ่งเหล่านั้น ก็จะค่อยๆ บั่นทอนทำลายความเป็นครูไปจนหมดสิ้น จะไม่มีอะไรเหลือไว้ พอที่ตัวเองจะภาคภูมิใจ หรือผูกใจใครไว้ได้ ความเป็นครูก็จะไม่มีค่าเหลืออยู่ให้เป็นที่เคารพบูชาอีกต่อไป"
พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่พระราชทานแก่ครูอาวุโส ในโอกาสเข้าเฝ้าฯ เมื่อวันเสาร์ที่ 21 ต.ค. 2521
"จากพระราชดำรัสที่สอนให้ครูเห็นแก่ประโยชน์ของศิษย์มากกว่าประโยชน์ส่วนตน ก่อเกิดเป็นแรงบันดาลใจมุ่งมั่นที่จะตอบแทนคุณแผ่นดินด้วยการเป็นครูตลอดชีวิต"
เสริมศิริเล่าว่า จากพระราชดำรัสก็ได้ยึดเป็นหลักว่า การจะเป็นครูที่ดี ประโยชน์ของลูกศิษย์ต้องมาก่อน เป็นครูเพื่อความเจริญของนักศึกษาเป็นสำคัญ สิ่งใดที่ทำแล้วจะช่วยผลักดันส่งเสริมให้ลูกศิษย์เจริญได้ ก็จะพยายามทำให้เต็มที่
เสริมศิริเริ่มต้นทำงานที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายในปี 2543 ขณะนั้นการเรียนการสอนทำได้จำกัด เพราะงบประมาณไม่เอื้ออำนวย ต้องใช้ความอดทนสูง ได้น้อมนำพระราชกรณียกิจและพระบรมราโชวาทของในหลวง รัชกาลที่ 9 มาใช้ให้สติตัวเองอยู่เสมอ
"ต้องยอมรับว่าอาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏต้องทำงานหนัก ทั้งการสอน กิจกรรม การทำโครงการขอซื้อหรือซ่อมแซมครุภัณฑ์ การผลิตงานวิจัยและอื่นๆ หลายต่อหลายครั้งที่เหนื่อยล้าท้อแท้ แต่สิ่งที่ทำให้อยู่ต่อไปได้คือการได้เห็นพระราชกรณียกิจ โดยเฉพาะในถิ่นทุรกันดาร"
ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเสียสละลงมาแก้ปัญหาดูแลความทุกข์ของราษฎร ทำให้ได้คิดว่า ในชีวิตหนึ่งนอกจากจะดูแลตัวเองและครอบครัวแล้ว ก็ควรเกื้อหนุนสังคมด้วย สิ่งนี้คือความจริงของชีวิตที่ทำให้เราเป็นมนุษย์ที่แท้จริง เมื่อใดที่นึกถึงพระบรมราโชวาท กำลังใจก็กลับมา คิดในแง่บวกและทุ่มเททำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม แม้ต้อง "ปิดทองหลังพระ" ก็ยินดี
ผลของความทุ่มเท ทำให้ปัจจุบันมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายมีหลักสูตรนิเทศศาสตร์ระดับปริญญาตรีเปิดสอน 3 สาขา โดยล่าสุดได้เปิดสอนในสาขาวิชาดิจิทัลมัลติมีเดีย รวมทั้งเปิดสอนนิเทศศาสตร์ทั้งในระดับปริญญาโทและปริญญาเอกได้ เป็นอีกหนึ่งสถาบันที่ได้รับการยอมรับในเขตภาคเหนือ
"คุณครู" สร้างงานสร้างลูกศิษย์ จนล่าสุดได้รับรางวัล "รากแก้วราชภัฏ" แห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายประจำปี 2558 ด้านอาจารย์ผู้สอนดีเด่น ก่อนหน้านั้นปี 2553 ได้รับเกียรติบัตร "คนดีศรีเชียงแสน" ด้านการศึกษา จากสภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงรายร่วมกับสภาวัฒนธรรมอำเภอเชียงแสน
ปี 2556 ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก (จ.ช.) ปี 2551 ได้รับรางวัลกำพล วัชรพล จากมูลนิธิกำพล วัชรพล สำหรับวิทยานิพนธ์ยอดเยี่ยมด้านสื่อสารมวลชน จากดุษฎีนิพนธ์เรื่อง "คุณค่าข่าวในวิกฤตทางสังคม"
อนึ่ง จากวิทยานิพนธ์เรื่องเดียวกัน ปีเดียวกัน ยังได้รับรางวัลวิทยานิพนธ์ดีเด่นระดับดุษฎีบัณฑิต จากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและจากสภาวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและนิเทศศาสตร์ด้วย







