
ดราม่าประกันสังคมถังแตก รีดจ่าย1พันบาท/เดือน
เกิดกระแสดราม่าทันทีที่ประกันสังคมเตรียมปฏิรูปกองทุนประกันสังคม
โดย ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์
เกิดกระแสดราม่าทันทีที่ประกันสังคมเตรียมปฏิรูปกองทุนประกันสังคม โดยเฉพาะกองทุนชราภาพ ซึ่งมีแนวความคิดที่จะเพิ่มเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมเพิ่มขึ้นสูงสุดจากเดือนละ 750 บาท เป็น 1,000 บาท ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ปี 2561 ซึ่งเหลือเวลาอีก 3 เดือนเท่านั้น
ประเด็นหลักๆ แม้ว่าประกันสังคมจะอ้างว่า การจัดเก็บเงินสมทบเพิ่มขึ้น เพื่อต้องการให้ผู้ประกันตนในยามเกษียณมีเงินบำนาญชราภาพต่อเดือนเพิ่มขึ้นให้เพียงพอต่อการดำรงชีพ
แต่แท้ที่จริงแล้ว กองทุนประกันสังคมกำลัง “ถังแตก” และพูดมานานกว่า 15 ปีแล้ว โดยจากการรายงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ระบุชัดว่า ถ้ากองทุนประกันสังคมไม่ดำเนินการอะไรในปี 2587 หรืออีก 27 ปี กองทุนประกันสังคมจะเจ๊งไม่มีเงินที่จะจ่ายเงินผู้ประกันตนที่เกษียณอายุ
ล่าสุดกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ได้ขยายวงกว้างเกิดความสับสนใน “มนุษย์เงินเดือน” หรือผู้ประกันตนกว่า 13 ล้านคน ว่ากำลังจะถูกรีดเงินเข้าสมทบประกันสังคมเพิ่มเพื่อมาอุดเงินกองทุนประกันสังคม และไม่เพียงลูกจ้างเท่านั้นที่จะต้องควักจ่ายเพิ่ม แม้แต่นายจ้างก็จะต้องจ่ายเงินเพิ่มในสัดส่วนเดียวกับลูกจ้าง
ในที่สุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องออกมาติดเบรกว่า รัฐบาลยังไม่ได้ทำอะไรทั้งสิ้น เป็นการเตรียมการซึ่งหารือกันมานานแล้วกว่า 15 ปี กำลังหาทางทำให้เกิดความเข้าใจมากยิ่งขึ้น บางอย่างมีคนพูดไปก่อนสร้างความตกใจ รัฐบาลไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับใคร รับฟังทุกปัญหา แต่จะแก้ปัญหาได้มากบ้างน้อยบ้างก็ว่ากันไป
แม้ประกันสังคมจะพยายามชี้แจงว่าการจ่ายเงินสมทบกองทุนเพิ่มก็จะได้ผลประโยชน์เพิ่มเช่นกัน สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ออกมาอธิบายว่า ไม่ใช่ว่าผู้ประกันตนทุกคนจะต้องจ่ายเงินสมทบ 1,000 บาท/เดือน คนที่จะถูกเรียกเก็บเงิน 1,000 บาท กลุ่มคนที่มีรายได้ 2 หมื่นบาทขึ้นไป มีประมาณ 15% ของผู้ประกันตนทั้งหมด และการจัดเก็บยังอยู่ในอัตราเดิมคือ 5% จากฐานเงินเดือนของแต่ละคน
“ไม่อยากให้เข้าใจผิดว่าผู้ประกันตนทุกคนต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มเป็น 1,000 บาท จาก 750 บาท เพราะข้อเท็จจริงแล้วการเก็บเงินสมทบ 1,000 บาท เป็นการคิดจากฐานเงินเดือนเพดานสูงสุดคือ 2 หมื่นบาท โดยคำนวณอัตรา 5% ของเงินเดือนเท่าเดิม หมายความว่าผู้ประกันตนที่เงินเดือน 1.5 หมื่นบาท จ่ายเงินสมทบคิดเป็น 750 บาท ผู้ประกันตนเงินเดือน 1.6 หมื่นบาท จ่ายเงินสมทบ 800 บาท หากเงินเดือน 1 หมื่นบาท จ่ายเงินสมทบ 500 บาท ดังนั้นจะเพิ่มเพียงผู้ประกันตนเงินเดือน 2 หมื่นบาทขึ้นไปปรับจ่ายเงินเพิ่มเป็น 1,000 บาท”
สุรเดช กล่าว
การจัดเก็บเงินสมทบเพิ่มก็จะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มตามสัดส่วน เช่น เงินบำนาญชราภาพ เมื่อเกษียณอายุก็จะได้รับเพิ่มเติมไปด้วย ยกตัวอย่าง หากทำงานในระบบ 35 ปี คิดคำนวณตามสูตรของระบบประกันสังคม โดยคิด 50% ของค่าจ้าง ดังนั้น คนเงินเดือน 2 หมื่นบาทขึ้นไป จะได้รับเงินบำนาญชราภาพเดือนละ 1 หมื่นบาท ไปตลอดชีวิต เห็นได้ว่าประโยชน์จะกลับมายังผู้ประกันตนกลุ่มนี้เอง
จริงอยู่การปรับเงินสมทบประกันสังคมเพิ่มขึ้นในบั้นปลายเราก็ได้สัดส่วนเงินบำนาญสูงขึ้นพอที่จะรับได้ แต่ก็ยังคงมีประเด็นที่ “เครือข่ายแรงงาน” สงสัย “สำนักงานประกันสังคม” ถังแตกเงินลดลงเรื่อยๆจนต้องรีดจากผู้ประกันตนเพิ่มมาหมุนใช้ก่อน
ตามกฎหมายกองทุนประกันสังคมกำหนดให้ 3 ฝ่าย คือ นายจ้างและลูกจ้างฝ่ายละ 5% และรัฐบาลจะต้องจ่ายสมทบ 2.75% แต่ที่ผ่านมารัฐบาลมีการค้างจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม 5.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งอาจเป็นส่วนหนึ่งที่กองทุนขาดสภาพคล่องหรือสูญเสียโอกาสการนำเงินไปแสวงหาผลตอบแทนนำดอกผลมาสะสมในเงินกองทุน
แต่เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม รีบออกมาชี้แจงและยืนยันว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันจ่ายเงินสมทบในส่วนของรัฐบาลครบถ้วนและจ่ายมากกว่ารัฐบาลทุกชุดที่ผ่านมา โดยรัฐบาลได้จ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคมในส่วนของรัฐบาลครบถ้วน และยังได้จ่ายเพื่อชำระหนี้เงินสมทบเดิมของรัฐบาลชุดก่อนๆ อีกด้วย เช่น ในปีงบประมาณ 2561 รัฐบาลต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม 3.3 หมื่นล้านบาทแต่รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณให้ สปส. 4.2 หมื่นล้านบาท หรือในปีงบประมาณ 2560 รัฐบาลต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม จำนวน 3.9 หมื่นล้านบาท แต่รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณให้ สปส. รวมจำนวน 4 หมื่นล้านบาท
ยังมีช่องโห่วอีกหลายประเด็นเกี่ยวกับการจ่ายเงินบำนาญชราภาพของประกันสังคม เช่น เมื่อผู้ประกันตนส่งเงินไปไม่ถึง 15 ปี จะได้รับเงินบำเหน็จ หรือกรณีเสียชีวิตก็จะได้คืน หรือหากส่งเงินเกิน 15 ปี ก็จะได้รับเป็นเงินบำนาญชราภาพแทน แต่หากเสียชีวิตทั้งก่อนหรือหลังเกษียณไม่เกิน 5 ปี จะได้รับเงิน 10 เท่าจากเงินบำนาญที่รับเพื่อมอบให้ทายาท แต่ปัญหาคือถ้าเสียชีวิตหลัง 5 ปี ก็ไม่ได้รับอะไรเลย เงินบำนาญก็ไม่ได้รับซึ่งจะต้องมีการแก้ไขด้วย
ในไส้ในการ “ปฏิรูปกองทุนประกันสังคม” ไม่ใช่ขยายเพดานเงินเดือนสูงสุดจาก 1.5 หมื่นบาท เป็น 2 หมื่นบาท ที่เป็นฐานคำนวณอัตราการจ่ายเงินสมทบประกันสังคมเท่านั้น ยังมีประเด็นการเสนอขยายอายุการเกษียณจาก 55 ปี เป็น 60 ปี ซึ่งประเด็นนี้ก็ถูกกระแสการต่อต้าน
แม้ว่าเลขาธิการ สปส.จะออกมาปฏิเสธว่าการปฏิรูปกองทุนประกันสังคมไม่ใช่ว่าเงินกองทุนประกันสังคมใกล้ถังแตก เพราะยังเชื่อว่ากองทุน สปส.มีการบริหารจัดการดีพอ ไม่กระทบผู้ประกันตนอย่างแน่นอน อย่างปัจจุบันมีเงินในกองทุนอยู่ 1.7 ล้านล้านบาท เอาไปลงทุนได้ผลตอบแทนปี 2559 อยู่ที่ 52,800 ล้านบาท ขณะที่ปี 2560 ก็ใกล้เคียงกัน แสดงว่าเสถียรภาพกองทุนมั่นคง
ดูๆ แล้วเหมือนกับว่าประกันสังคมยังพูดความจริงไม่หมด ทำให้เกิดความสับสน ถ้าการเก็บเงินสมทบเพิ่มแล้วช่วยเก็บเงินและบริหารเงินให้มีเงินออมยามชราภาพมากขึ้นเพียงพอกับการดำรงชีพโดยไม่มีอะไรสอดไส้ก็คงไม่มีใครคัดค้าน สิ่งดีๆที่ประกันสังคมพยายามจะบอกว่าจะเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับผู้ประกันตน
วันนี้กองทุนประกันสังคมยังถังไม่แตก อนาคตอีก 20 ปี ก็ต้องมาลุ้นกัน







