
แนะผู้ประกอบการลงทุนR&D
นวัตกรรมตอบโจทย์ได้ทุกเรื่อง และยังลดความเหลื่อมล้ำ
โดย กานต์ ตระกูลฮุน อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่เอสซีจี
นวัตกรรมตอบโจทย์ได้ทุกเรื่อง และยังลดความเหลื่อมล้ำ รวมถึงกระจายความมั่งคั่งไปสู่ทุกคนได้ ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีกับบริษัทขนาดใหญ่ที่มีการวิจัยพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ทว่าผู้ประกอบการไทยยังให้ความสำคัญน้อยมาก โดยมีเพียง 10 บริษัท ใน 100 บริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ที่ลงทุนทางด้านวิจัยและพัฒนานวัตกรรม
กานต์ ตระกูลฮุน อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่เอสซีจี และหัวหน้าภาคเอกชน คณะทำงานการยกระดับนวัตกรรมและดิจิทัลไลเซชั่นโครงการสานพลังประชารัฐ เปิดเผยว่า ไทยเริ่มมีทิศทางชัดเจนในการผลักดันในเรื่องการวิจัยพัฒนานวัตกรรม ภายหลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ใช้ ม.44 ในการจัดตั้งสภานโยบายวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ มีนายกฯ เป็นประธาน ซึ่งดำเนินการมาได้ประมาณ 1 ปี ขณะนี้อยู่ระหว่างร่าง พ.ร.บ.ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสูงถึง 300% สำหรับองค์กรของไทยและองค์กรต่างประเทศที่จะมาทำวิจัยในไทย เช่น ใช้เงิน 100 บาท ในการทำวิจัย รัฐบาลช่วยด้านภาษีถึง 60 บาท จากฐานภาษีนิติบุคคล 20%
ขณะเดียวกัน ล่าสุดรัฐบาลเปิดโอกาสให้นักวิจัยของภาครัฐ ซึ่งมีอยู่จำนวนมากสามารถทำงานให้ภาคเอกชนทั้งไทยและต่างประเทศได้ ยิ่งไปกว่านั้นโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรืออีอีซี รัฐบาลให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อผลักดันให้เกิดการลงทุนของกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ยิ่งกว่านั้นรัฐบาลอยู่ระหว่างพิจารณาให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีส่วนบุคคล สำหรับนักวิจัยต่างประเทศระดับต้นๆ ของโลก เพื่อดึงองค์ความรู้จากนักวิจัยเหล่านี้เข้ามาในไทย เป็นต้น ซึ่งเหมือนในหลายๆ ประเทศที่ดำเนินการมาแล้ว
ทั้งนี้ บริษัทได้เปิดศูนย์ Open Innovation Center ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ได้ 6 เดือน เพื่อนำเสนอให้แก่สาธารณชนให้รับรู้และบริษัทยังต้องการเทคโนโลยีด้านใดเพื่อเข้ามาเติมเต็ม เบื้องต้นได้สร้าง 60 แพลตฟอร์มงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักของบริษัท คือ ซีเมนต์ ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เคมีภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์
งานวิจัยเหล่านี้จะไม่เป็นเพียงทฤษฎีที่ไม่สามารถนำไปใช้จริง เอสซีจีต้องการนำงานวิจัยไปพัฒนาให้เกิดรูปแบบธุรกิจใหม่ เช่น ให้สตาร์ทอัพจากทั่วโลกที่เป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาโดยเฉพาะในกลุ่มวัสดุ เทคโนโลยีสะอาด เซ็นเซอร์ และไอโอที (Internet of Things) มาร่วมพัฒนานวัตกรรมกับเอสซีจี
อย่างไรก็ดี จากการศึกษาในหลายประเทศ โดยเฉพาะเกาหลีเริ่มมีการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนามาพร้อมๆ กับไทย ตั้งแต่ปี 2523 ที่ประมาณ 0.2% ของจีดีพี ภายในเวลา 2-3 ปี รัฐบาลโดยการนำของปาร์กจุนฮี ประธานาธิบดีประเทศเกาหลีใต้ ได้เพิ่มงบประมาณด้านนี้ขึ้นไปถึง 1% ของจีดีพี สิ่งที่เห็นได้ชัด คือ โครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศเปลี่ยนโดยใช้ฐานความรู้ในการผลักดันประเทศ ขณะที่ไทยล่าสุดยังมีการใช้งบประมาณด้านนี้เพียง 0.6% ของจีดีพี
ท่ามกลางการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากประเทศเกิดใหม่ อย่างเวียดนามและเมียนมา โลกเข้าสู่ดิจิทัล ทำให้เกิดรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ ประเทศไทยไม่มีทางเลือกมากนัก ต้องเดินหน้าเพิ่มงบด้านการวิจัยและพัฒนาเพิ่มขึ้นไปได้ถึง 1% ของจีดีพี จะทำให้เกิดการผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยในเชิงการเติบโตเพิ่มขึ้น n







